
เมื่อ "Data Center" ทะลักเข้าไทยกว่า 7.5 แสนล้าน ในฐานะโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ AI แห่งอนาคต โอกาสและโจทย์ใหญ่ร่วมกัน ไทยควรปักหมุดกติกาแบบไหน เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้ประเทศอย่างยั่งยืน?
เงินลงทุนกว่า 7.5 แสนล้านบาท กำลังไหลเข้าสู่ธุรกิจ Data Center ในประเทศไทย
ตัวเลขนี้มาจากโครงการ Data Center ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนของไทย รวม 42 โครงการ ในช่วงปี 2567-2569 และมีกำลังประมวลผลรวมราว 3,400 MW
ก่อเกิดคำถามสำคัญ Data Center กำลังจะเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทยจริงหรือ? หรือในอีกมุมหนึ่ง ประเทศไทยกำลังจะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก เพื่อแลกกับเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่ที่เข้ามาอย่างมหาศาล
ในโลกที่ AI, Cloud, E-Commerce, Digital Banking และบริการออนไลน์เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ คำว่า Data Center ได้กลายเป็นคำศัพท์สำคัญของโครงสร้างพื้นฐานที่แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้
กล่าวคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เป็นศูนย์ข้อมูล เป็นสถานที่ที่ใช้จัดเก็บ ประมวลผล และส่งต่อข้อมูล ตั้งแต่ธุรกรรมธนาคาร ข้อมูลโรงพยาบาล แอปพลิเคชัน ไปจนถึงระบบ AI
การมีโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อยู่ในประเทศ จึงมีข้อดีตั้งแต่ลดความหน่วงของข้อมูล เพิ่มความมั่นคงทางดิจิทัล ไปจนถึงช่วยสร้างระบบนิเวศ Cloud และ AI ในประเทศ และนี่คือเหตุผลที่ไทยกำลังแข่งขันดึงดูดการลงทุนเหล่านี้อย่างจริงจัง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ข้อมูลล่าสุด จาก บีโอไอ (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) เผยว่า ครึ่งแรกของปี 2569 การขอรับส่งเสริมการลงทุนของไทยมีมูลค่ารวม 1.47 ล้านล้านบาท (รวมทุกอุตสาหกรรม) เพิ่มขึ้น 37% แม้จำนวนโครงการลดลง 28% โดยกลุ่ม Digital เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุด
ภาพใหญ่จึงชัดเจนว่า เงินลงทุนกำลังไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างรวดเร็ว แต่ตัวเลขอีกด้านก็ใหญ่ชัดขึ้นเช่นกัน!
เจาะรายงานสำคัญ จะพบว่า เงินลงทุนก้อนใหญ่ไม่ได้มาจากผู้เล่นเพียงรายเดียว และไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง
ข้อมูลจาก บีโอไอ ระบุว่า ใน 42 โครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนช่วงปี 2567-2569 รวม 3,400 MW และเงินลงทุนกว่า 750,000 ล้านบาท หากดูถึงบริษัทแม่หรือผู้มีอำนาจควบคุมสูงสุด พบว่า กลุ่มบริษัทไทยมีจำนวนโครงการมากที่สุด 15 โครงการ ตามด้วยจีน 10 โครงการ สหรัฐฯ 5 โครงการ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 โครงการ ญี่ปุ่น 2 โครงการ และประเทศอื่น ๆ อีก 6 โครงการ
ขณะที่ผู้เล่นระดับโลกก็เข้ามาปักหมุดในไทยแล้ว ไม่ว่าจะเป็น AWS และ Google ที่ลงทุน Data Center และเปิด Cloud Region ในประเทศไทย โดยการลงทุนไม่ได้หยุดเพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังต่อยอดไปสู่การพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลของไทยด้วย
ฝั่งผู้ประกอบการไทยและพันธมิตรต่างชาติ ก็มีผู้เล่นสำคัญอย่าง True IDC, GSA Data Center 05 ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง Gulf, Singtel และ AIS รวมถึง Stellar DC ของกลุ่ม STECON ที่ร่วมกับ SC Zeus Data Centers จากสิงคโปร์ และ Freyr Technology (Thailand) จากสิงคโปร์
นอกจากนี้ ยังมีผู้เล่นจากอังกฤษ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และไทย เช่น Zenith Data Center & Cloud Services, Galaxy Peak Data Center, Thai DC One และ Telehouse Thailand เข้ามาอยู่ในสมรภูมิเดียวกัน
ข้อมูลการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 จำนวน 36 โครงการ มูลค่ารวม 728,000 ล้านบาท พบว่าโครงการส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ได้แก่
ระยอง 33%ชลบุรี 32%สมุทรปราการ 12% ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ใน ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร จึงเห็นภาพได้ว่า “พิกัดเป้าหมาย” ของ Data Center ไทย กำลังเกาะอยู่กับพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะระยอง,ชลบุรี และ สมุทรปราการ
นี่เองทำให้คำถามต่อไปสำคัญขึ้นว่า... เมื่อ Data Center ขนาดใหญ่กำลังเข้ามากระจุกตัวในพื้นที่เหล่านี้ ประเทศไทยมี “ไฟ-น้ำ-โครงสร้างพื้นฐาน” เพียงพอรองรับการเติบโตได้อีกแค่ไหน?
เพราะโครงสร้างของ Data Center ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และยิ่งเป็นศูนย์ประมวลผลที่รองรับ AI ความต้องการพลังงานก็ยิ่งสูงขึ้น
นอกจากไฟฟ้าแล้ว ยังมีเรื่องระบบทำความเย็น น้ำ พื้นที่ ระบบสายส่ง และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่ต้องรองรับนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมระยะหลัง “ความพร้อมของไฟฟ้าและน้ำ” จึงเริ่มกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการพิจารณาโครงการในหลายประเทศ ประเทศไทยเอง หลังจากมีข้อท้วงติง และ ทักท้วง จากภาคประชาสัมคมอย่างต่อเนื่อง ก็เริ่มขยับไปในทิศทางเดียวกัน
โดยบีโอไอระบุว่า การพิจารณา Data Center ในระยะต่อไป จะให้ความสำคัญกับความพร้อมของพลังงานและน้ำ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การจ้างงาน การพัฒนาบุคลากร และประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยเป็นอันดับแรก
อย่างน้อย 4 มิติที่ บีโอไอ กำลังศึกษา ได้แก่
1.สร้างคนไทย ต้องมีการจ้างงานทักษะสูง พัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคไทย รวมถึงสร้างหลักสูตรและเส้นทางความก้าวหน้าให้บุคลากรไทย
2.สร้าง Supply Chain ไทย ต้องส่งเสริมการใช้ผู้ประกอบการไทย พัฒนา Vendor ไทย และเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน
3.สร้างเทคโนโลยีในประเทศ ตั้งแต่ทีมวิจัย ห้องปฏิบัติการ ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ไปจนถึงเทคโนโลยีด้าน AI พลังงาน ระบบทำความเย็น Cloud และ Cybersecurit
4.สร้าง AI Ecosystem ทำให้ SMEs สตาร์ตอัป มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจไทยเข้าถึง Cloud, Computing Power และเครื่องมือ AI เพื่อนำไปเพิ่ม Productivity และสร้างธุรกิจใหม่
ทั้งหมดนี้จะถูกพิจารณาควบคู่กับ ความมั่นคงด้านพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อม และมีอีกเรื่องที่สำคัญมาก “ใครจ่ายต้นทุนของไฟฟ้า?”
บีโอไอ ระบุว่า ภาครัฐกำลังพิจารณาให้ Data Center เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าอีกประเภทหนึ่ง เพื่อกำหนดอัตราค่าไฟที่สูงกว่ากลุ่มผู้ใช้รายอื่นให้สะท้อนต้นทุนการจัดหาพลังงานและการขยายโครงข่าย พร้อมกับกำหนด หลักประกันการขอใช้ไฟฟ้า เพื่อคัดกรองโครงการที่มีความพร้อมจริง และให้ผู้ลงทุนมีส่วนรับผิดชอบต่อต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการพัฒนา Green Data Center
ขณะที่ กสทช.กำลังเสนอเกณฑ์ใหม่เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต Data Center ทั้งรายใหม่และรายเดิม สะท้อนว่าเรื่องนี้กำลังถูกมองไกลกว่าการอนุญาตให้สร้างศูนย์ข้อมูลแล้วจบ
5 เรื่องสำคัญที่ถูกเสนอ ได้แก่
1. Zoning จัดโซนนิ่งพื้นที่กำหนดพื้นที่สำหรับ Data Center ให้เหมาะสมกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐาน
2. ต้องยืนยันว่า “ไฟและน้ำพร้อม”ผู้ขอใบอนุญาตต้องแสดงสัญญาการจัดหาไฟฟ้าและน้ำประปาก่อน จึงจะเข้าสู่การพิจารณาใบอนุญาต
3. Dedicated Infrastructure — แยกระบบโครงสร้างพื้นฐานกำหนดให้มีระบบท่อหรือโครงสร้างเฉพาะสำหรับไฟฟ้า น้ำ และโทรคมนาคม เพื่อไม่ให้ปัญหาจาก Data Center กระทบต่อระบบส่วนรวม
4. E-Waste + พลังงานสะอาดต้องมีแผนจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน
5. Local Contentเสนอให้ใช้โครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์จากผู้ประกอบการไทยไม่น้อยกว่า 50% ในส่วนที่กำหนด เช่น สายไฟ เสา และอุปกรณ์สนับสนุน
ข้อมูลของวิจัยกรุงศรี ชี้ว่า อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญยิ่งสำหรับเศรษฐกิจโลก ปัจจุบันภูมิภาคอาเซียนกำลังดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกอย่างมาก
โดยเฉพาะในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากฐานผู้ใช้งานที่มีศักยภาพขนาดใหญ่ด้วยประชากรกว่า 695 ล้านคน และเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในอดีต สิงคโปร์เคยเป็นศูนย์กลาง (Hub) หลักของดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาคนี้
แต่ข้อจำกัดด้านที่ดิน ไฟฟ้า และทรัพยากร ทำให้รัฐบาลต้องบริหารการเพิ่ม Capacity อย่างเข้มงวด
รอบล่าสุด สิงคโปร์เปิดให้เพิ่ม Data Center Capacity อย่างน้อย 200 MW พร้อมเปิดทางให้เพิ่มได้มากกว่านั้น หากใช้แนวทางพลังงานสีเขียวและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
หากเทียบบทเรียนจาก“สิงคโปร์” จะเห็นได้ว่าไม่ใช่ ไม่เอา Data Center ซะทีเดียว แต่เมื่อทรัพยากรมีจำกัด รัฐต้องเลือกว่าจะรับ Data Center แบบไหน และต้องแลกกับอะไร
ซึ่งปัจจุบันมาเลเซียกำลังเจอโจทย์เดียวกัน เนื่องด้วยมาเลเซียเป็นอีกประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วจาก Data Center โดยเฉพาะรัฐยะโฮร์ ซึ่งได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมหลังสิงคโปร์จำกัดการเพิ่ม Capacity แต่เมื่ออุตสาหกรรมโตขึ้น คำถามก็เปลี่ยนจาก “จะดึงลงทุนได้เท่าไร” เป็นเรื่องไฟฟ้า น้ำ และผลประโยชน์ที่ตกกับเศรษฐกิจท้องถิ่น
รัฐบาลมาเลเซียระบุในเดือนกรกฎาคม 2569 ว่า โครงการใหม่จะต้องผ่านการประเมินความเพียงพอของไฟฟ้าและน้ำ โดยต้องไม่กระทบต่อครัวเรือนและอุตสาหกรรมในประเทศ ขณะที่รัฐยังสนับสนุนการสร้าง Local Content และการเชื่อมโยง SMEs เข้ากับบริษัทข้ามชาติ
ขณะเดียวกัน Reuters รายงานว่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ Data Center ในมาเลเซียกำลังนำไปสู่ข้อถกเถียงเรื่องทรัพยากร ผลกระทบต่อชุมชน และคำถามว่าการลงทุนขนาดใหญ่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจท้องถิ่นมากเพียงใด นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับไทยเพราะการดึง Data Center เข้ามาได้มาก ไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าเศรษฐกิจไทยจะได้ประโยชน์มากที่สุด
ทั้งนี้ ถ้า Data Center จะเป็น “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” จริง คำว่าอนาคตควรหมายถึงมากกว่าอาคารขนาดใหญ่ เซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก และตัวเลขเงินลงทุน ประเทศไทยอาจต้องถามให้ชัดว่า การลงทุนเหล่านี้จะสร้าง
1. คนไทยที่มีทักษะสูงขึ้นหรือไม่
ตั้งแต่วิศวกร Data Center ช่างเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญ Cloud, AI และ Cybersecurity ไปจนถึงผู้บริหารที่สามารถเติบโตขึ้นในอุตสาหกรรมนี้
2. บริษัทไทยได้เข้าไปอยู่ใน Supply Chain มากขึ้นแค่ไหน
ทั้งอุปกรณ์ ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ซอฟต์แวร์ บริการวิศวกรรม และธุรกิจ SMEs ที่เกี่ยวข้อง
3. ไทยจะสร้างเทคโนโลยีของตัวเองได้หรือไม่
ไม่ใช่เพียงเป็นสถานที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ แต่มีงานวิจัย ห้องทดลอง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นจริง
4. Data Center จะช่วยให้ธุรกิจไทยใช้ AI ได้มากขึ้นแค่ไหน
เพราะปลายทางของการลงทุนไม่ควรหยุดอยู่ที่ Data Center แต่ควรต่อยอดไปสู่ Productivity ที่สูงขึ้นของธุรกิจไทย สตาร์ตอัป SMEs และภาคอุตสาหกรรม
5. ใครเป็นคนรับต้นทุนของทรัพยากร?
หากต้องขยายระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ หรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ Data Center ต้นทุนเหล่านั้นควรถูกจัดสรรอย่างไร เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระของผู้ใช้ทรัพยากรรายอื่น
โจทย์เหล่านี้สอดคล้องกับทิศทางใหม่ของ บีโอไอ ที่กำลังเปลี่ยนจากการมอง “เม็ดเงินลงทุน” ไปสู่การพิจารณา ประโยชน์สุทธิที่ประเทศจะได้รับ ทั้งด้านคน เทคโนโลยี Supply Chain และ AI Ecosystem ควบคู่กับต้นทุนด้านพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อม เพราะสุดท้ายแล้ว อุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทยไม่ควรวัดกันแค่ เงินลงทุนที่เข้าประเทศ แต่อาจต้องวัดจากว่าเงินลงทุนเหล่านั้น สร้างคนไทย สร้างธุรกิจไทย สร้างเทคโนโลยไทย และยกระดับเศรษฐกิจไทยได้มากแค่ไหน นี่อาจเป็นโจทย์ใหญ่กว่าการ “ดึง Data Center เข้าประเทศ” เสียอีก
ที่มา : ทำเนียบรัฐบาล , BOI ,วิจัยกรุงศรี , AWS ,Reuters
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney