เจาะลึก “น้ำท่วมปี 2569” กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน เทียบวิกฤตมหาอุทกภัยปี 2554

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เจาะลึก “น้ำท่วมปี 2569” กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน เทียบวิกฤตมหาอุทกภัยปี 2554

Date Time: 28 ก.ย. 2569 19:00 น.

Video

สแกนคนด้วย "จิตวิทยาการเงิน" พร้อม How to วางแผนเงินตั้งแต่วัยเด็กถึงเกษียณ I Money Issue EP.78

“Summary“

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 6,000-17,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นไม่เกิน 0.1% ของ GDP

  • ความเสียหายปี 2569 มีระดับต่ำกว่ามหาอุทกภัยปี 2554 อย่างมาก เนื่องจากเป็นการท่วมระยะสั้นและไม่กระทบพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในวงกว้าง
  • ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่า GDP ไทยปี 2569 ยังคงเติบโตได้ที่ระดับ 2.2% ขึ้นไป
  • ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแม้ผลกระทบต่อ GDP จะน้อย แต่ครัวเรือนที่มีหนี้สูงจะได้รับผลกระทบหนักจากค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูทรัพย์สิน
  • ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งวางแผนบริหารจัดการน้ำและรับมือปัญหา Climate Change ในระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงต่อประชาชนกลุ่มเปราะบาง

ทุกปีไทยต้องเจอกับภัยน้ำท่วมอยู่เสมอ ทั้งมหาอุทกภัยอย่างปี 2554 น้ำท่วมในภาคเหนือ หรือปี 2568 เกิดขึ้นที่หาดใหญ่ จนล่าสุดปลายเดือน ก.ย. ปี 2569 นี้กรุงเทพและ 27 จังหวัดเจอฝนถล่มกรุง ตกทั้งวันทั้งคืนจนระบายไม่ทัน กลายเป็นภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ของประเทศ

แต่ถ้าเทียบความเสียหายกับปี 2554 เศรษฐกิจไทยจะกระทบแค่ไหน คนไทยต้องใช้เวลาอีกเท่าไรถึงจะฟื้นตัวกลับมาได้

น้ำท่วมปี 2569 ผลกระทบหนักแค่ไหน

Thairath Money ต่อสายถึง ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ที่สรุปสถานการณ์และผลกระทบจากน้ำท่วมให้ฟังว่า น้ำท่วมปี 2569 นี้ไม่ได้รุนแรงกว่ามหาอุทกภัยในปี 2554 ที่มีมูลค่าความเสียหายกว่า 1.3 ล้านล้านบาท และส่งผลกระทบต่อ GDP ไทยถึง 3% เฉพาะไตรมาส 4 ปี 2554 ติดลบไปถึง 8% จากที่ควรจะเติบโตตามปกติ

สาเหตุเพราะผลกระทบกว่า 1 ล้านล้านบาทเกิดขึ้นกับนิคมอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัวจึงกระทบต่อการผลิตและรายได้ของประชาชน ส่วนความเสียหายของรถยนต์ที่เคลมประกันอยู่ที่ราว 6,000 ล้านบาท

ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากน้ำท่วมปี 2569 นี้คาดว่าจะไม่เกิน 0.1% ของ GDP เพราะคาดว่าน้ำท่วมจะเกิดขึ้นระยะสั้น ทำให้คนกลับมาทำงานได้เร็วกว่า และส่วนความเสียหายของรถยนต์ที่เคลมประกันคาดว่าจะอยู่ที่ราว 2,000 ล้านบาท นอกจากนี้อาจเห็นเศรษฐกิจอาจฟื้นตัวขึ้นจาก Reconstruction Demand เช่น ยอดขายรถยนต์ หรือการซ่อมแซมบ้าน/ร้านค้า ฯลฯ

รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยกับ Thairath Money ว่า น้ำท่วมครั้งล่าสุดในปี 2569 นี้ จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 27 จังหวัด ประเมินว่ามูลค่าผลกระทบของความเสียหายเศรษฐกิจอยู่ที่ 6,000 - 12,000 ล้านบาท บนสมมติฐานว่าสามารถพร่องน้ำได้ภายใน 7 วัน

ขณะที่ความเสียหายเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ก็จะเป็นความเสียหายประมาณ 3,000 - 8,000 ล้านบาท ซึ่งในภาพรวมตัวเลขความเสียหายที่ 12,000 ล้านบาท ประเมินแบบสูงสุดคาดว่าจะกระทบ 0.06% ของ GDP ทำให้เชื่อว่าปี 2569 นี้ GDP ไทยยังโตที่ 2.2% ขึ้นไป

“น้ำท่วมในปี 2569 ครั้งนี้จะแตกต่างจากปี 2554 เพราะปี 2554 เรามีความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 1.4 ล้านล้านบาทที่น้ำท่วมครอบคลุมหลายจังหวัด เป็นการที่น้ำท่วมเนื่องมาจากฝน และการพร่องน้ำจากทางเหนือลงมา ทำให้น้ำท่วมเข้าสู่เขตนอกนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่ที่เป็นภาคบริการ โรงแรมต่าง ๆ ในหลายจังหวัด เพราะฉะนั้นความเสียหาย 1.4 ล้านล้านบาท ถือเป็นความเสียหายสูงสุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยในปี 2554”  รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าว

ทั้งนี้ ยังเชื่อว่าถ้าสถานการณ์น้ำท่วมปี 2569 ดีขึ้นส่วนหนึ่งเพราะจะได้รับผลดีจากการประชุมธนาคารโลก และ IMF ในช่วงวันที่ 12-18 ต.ค. ที่จะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 15,000 - 20,000 คนจาก 191 ประเทศ น่าจะช่วยสื่อสารว่าไทยสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบสุทธิเบื้องต้นต่อเศรษฐกิจที่ 7,000-17,000 ล้านบาท หรือราว 0.03-0.11% ของ GDP ภายใต้กรอบเวลาประมาณ 3–7 วัน โดยความเสียหายส่วนใหญ่เป็นการสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจชั่วคราว และบางส่วนอาจฟื้นกลับได้จากการเลื่อนการใช้จ่ายออกไป

Climate Change ส่งผลคนตัวเล็กมากกว่า

รศ.ดร.ธนวรรธน์ มองว่า น้ำท่วมใหญ่ปี 2569 นี้ไม่ใช่สถานการณ์ของการบริหารน้ำผิดพลาด แต่มันเป็นสถานการณ์ของฝนตกหนักและระบายน้ำไม่ทัน จึงต้องประชาสัมพันธ์ให้เห็นว่า ไทยกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

แต่จากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ยิ่งทำให้รัฐบาลไทยและภาคส่วนของสังคมไทย จะต้องตระหนักถึงสถานการณ์โลกเดือด (Climate Change) ที่เราอาจจะเจอปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วมในเวลาเดียวกัน อุทกภัย แผ่นดินไหวอาจจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น การเตรียมป้องกันสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ในระยะยาว ก็เป็นสิ่งที่ไทยจะต้องมาพูดคุยและหาทางออกเพื่อลดผลกระทบนี้ได้ในระยะยาว

ฝั่ง ดร.พิพัฒน์ เล่าต่อว่า สถานการณ์น้ำท่วมหรือผลกระทบที่เกิดจาก Climate Change มักกระทบต่อคนตัวเล็กหรือประชาชนกลุ่มรายได้น้อยมากกว่าเพราะมีทางเลือกในการใช้ชีวิตได้น้อยกว่า ยิ่งจากภาพใหญ่ว่าน้ำท่วมครั้งนี้อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากเท่าในอดีต แต่อาจกระทบต่อ Wealth Effect ของคนไทย เพราะต้องนำเงินที่เก็บสะสมมาซ่อมแซม ฟื้นฟูตัวเอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการบริโภค และความเชื่อมั่น รวมถึงน้ำท่วมครั้งนี้อาจซ้ำเติมผู้ที่เจอผลกระทบจากโควิด-19 หนี้ครัวเรือนสูง และอื่นๆ มากขึ้นด้วย

ยิ่งถ้าเทียบกับช่วงปี 2554 ไทยยังเติบโต GDP ช่วงต้นๆ อยู่ที่ 4% หลังจากนั้นยังมีนโยบายหลายอย่างที่เข้ามา Leverage เศรษฐกิจ เช่น รถยนต์คันแรก, จำนำข้าว 15,000 บาท, เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ฯลฯ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่หนี้ครัวเรือนเป็นระดับต่ำๆ ที่อยู่ราว 30-40% ของ GDP

ทว่าภาพวันนี้กลับต่างออกไป ปี 2569 เศรษฐกิจไม่ได้ดีอยู่แล้ว หนี้ครัวเรือนของไทยมาอยู่ที่ระดับ 80% ไทยอาจไม่สามารถที่จะ Leverage เศรษฐกิจโดยการสร้างหนี้ได้ง่ายๆ เหมือนในอดีต ยิ่งระดับหนี้สูงก็สะท้อนว่า การออมของคนไทยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นการฟื้นตัวอาจจะเหนื่อย ถึงมีมาตรการด้านสินเชื่อ ก็ไม่รู้ว่าคนจะสามารถกู้ได้เยอะขนาดไหน ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการฟื้นตัวของระดับครัวเรือนหลังจากเจอ Shock ซ้ำๆ จากน้ำมันแพง, แผ่นดินไหว, เจอน้ำท่วม กลายเป็นรายจ่ายที่จำเป็นต้องจ่าย ยิ่งทำให้ Wealth Effect หายไป ความสามารถในการใช้จ่ายมันก็จะได้รับผลกระทบ

สุดท้ายนี้แม้เศรษฐกิจปี 2569 จะเจ็บไม่ลึกเท่าปี 2554 แต่บาดแผลระดับครัวเรือนจากหนี้สูงและวิกฤตโลกเดือดกลับรุนแรงขึ้น ไทยจึงต้องเร่งวางแผนจัดการน้ำระยะยาว เพื่อไม่ให้คนตัวเล็กต้องแบกรับความสูญเสียซ้ำซาก




ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ