
ตามกฎหมายกรมสรรพากร ธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน มิเช่นนั้นจะมีโทษปรับ
เคยเห็นแผงขายของ-ร้านอาหารห้องแถวที่มียอดขายหลายล้านต่อเดือนไหม..
ในประเทศไทยมีอีกหลายธุรกิจที่ถึงเป็นไซซ์เล็กไซซ์กลางแต่เติบโตมาก ทว่าพอดูฐานคนที่เสียภาษีกลับมีน้อยกว่า โดยเฉพาะธุรกิจที่เริ่มอยากจะเติบโตต้องคิดถึงเรื่องการจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กันด้วย ซึ่งนี่อาจเป็นปมปัญหาที่ทำให้หลายธุรกิจไทยยอมชะลอการเติบโตทางธุรกิจไปเลย เพราะอะไรกัน?
การจ่ายภาษีเป็นหนึ่งในหน้าที่ของประชาชน ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ก็ต้องจ่ายภาษี ไม่ว่าจะบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ยิ่งคนทำธุรกิจ ถ้ารายได้ทั้งปีเกิน 1.8 ล้านบาท ตามเกณฑ์ของกรมสรรพากรต้องจดทะเบียน VAT ตามกฎหมายภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่มี “มูลค่าฐานภาษี” ถึงเกณฑ์ ถ้าไม่ทำตามก็มี “ค่าปรับ” อีกด้วย เบื้องต้นธุรกิจไหนที่ต้องการยื่นคำขอจด VAT ต้องเตรียมตัวให้พร้อมทั้งเอกสารเกี่ยวกับรายได้, เอกสารสถานประกอบการ, เอกสารของตัวเจ้าของ, แผนที่เพื่อระบุที่ตั้งของร้าน ฯลฯ และมีสินค้าบางกลุ่มที่ได้รับการยกเว้น VAT เช่น ขายผักสด, เนื้อสัตว์ ฯลฯ
หลังจากจด VAT แล้วหลังจากนั้นทุกเดือน SME หรือเจ้าของร้านก็มีหน้าที่ต้องยื่น VAT เป็นรายเดือน (เดือนภาษี) ภายใน 15 วันของเดือนถัดไป (กรณียื่นออนไลน์ ภายใน 23 วันของเดือนถัดไป) ย้ำว่าต้องยื่นทุกเดือนไม่ว่าจะมี ภาษี VAT ที่ต้องนำส่งให้รัฐหรือไม่ก็ตาม
แต่ถ้าถามว่าข้อดีของการจด VAT มีอะไรบ้าง ทาง iTAX สรุปไว้ว่า ขอคืนภาษีซื้อได้ เช่น ถ้าเราซื้อของมาเพื่อทำงานหรือขายแล้วต้องจ่าย VAT ไปส่วนนี้จะสามารถนำมาขอคืนภาษีได้, ธุรกิจเป็นระบบมากขึ้นเพราะต้องทำบัญชีทุกเดือน รวมถึงกิจการจะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเพราะได้รับการตรวจสอบจากกรมสรรพากรแล้ว
ฟังดูแล้วการจด VAT มีขั้นตอนที่ชัดเจน ยื่นได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แต่สำหรับ SME และคนตัวเล็กๆ การต้องติดต่อยื่นเอกสารกับหน่วยงานรัฐถือเป็นเรื่องใหญ่ หลายคนกังวลว่า ถ้าทำผิดขั้นตอนไหนไป ก็อาจถูกตรวจสอบหรือเจอค่าปรับย้อนหลังไปอีก แล้วในความกังวลของ SME ยังมีเรื่องไหนอีกบ้าง
ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงความกังวลเรื่องภาษีจากผู้ประกอบการ เช่น ต้องขึ้นราคาไหม, ถ้า (รายได้) เกินแค่เล็กน้อยต้องทำยังไง, ต้องจัดการเอกสารและงานที่งอกขึ้นมาแค่ไหน
ความกังวลเหล่านี้ยังสะท้อนออกมาให้เห็นชัดเจนผ่านงานวิจัยที่ศึกษาข้อมูลการยื่นภาษีของธุรกิจไทยพบว่า มีธุรกิจจำนวนมากกองตัวอยู่ก่อนถึง 1.8 ล้านบาทอย่างผิดปกติซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์จะเรียกพฤติกรรมนี้ว่า Bunching ที่บอกว่าธุรกิจไทยจำนวนหนึ่งปรับพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการข้ามเกณฑ์ VAT
สาเหตุก็เพราะ VAT ไม่ใช่แค่การเสียภาษี 7% แต่คือ "ต้นทุนของการอยู่ในระบบ" ที่อาจทำให้ผู้ประกอบการกังวลหรือรู้สึกยุ่งยากกว่าเดิม เช่น
ในงานวิจัยเจาะลึกว่าธุรกิจที่อยู่ใกล้เกณฑ์ในปีนี้ อีก 1-3 ปีข้างหน้า ยังอยู่ในช่วงรายรับเดิมหรือไม่ และพบว่า ธุรกิจที่อยู่ก่อนถึง 1.8 ล้านบาทเล็กน้อยมีโอกาสสูงผิดปกติที่จะยังคงรายงานรายรับอยู่บริเวณเดิมในปีถัด ๆ ไป
ศ. ดร.อธิภัทร ย้ำว่าจุดนี้ต้องตีความอย่างระมัดระวัง เพราะเราไม่ได้รู้ว่าเจ้าของธุรกิจเหล่านี้กำลังทำอะไรอยู่เบื้องหลัง บางรายอาจชะลอการขยายจริง บางรายอาจปรับการรายงานรายได้ บางรายอาจแยกกิจการหรือปรับโครงสร้างธุรกิจ
ดังนั้น หลักฐานทั้งหมดนี้ไม่ได้บอกว่า “VAT ทำให้ธุรกิจหยุดโต” แต่เส้น 1.8 ล้านบาทนี้มีความสำคัญมากพอที่จะทำให้ธุรกิจพยายามรักษาตัวเองไว้ด้านใดด้านหนึ่งของกติกา และพฤติกรรมนั้นยังเห็นต่อเนื่องไปในปีถัด ๆ ไป ซึ่งสะท้อนความสำคัญของกติกาภาษีที่จะเป็นตัวกำหนดแรงจูงใจว่า คนอยากอยู่ในระบบภาษีหรือไม่ ลงทุนเพิ่มไหม หรือธุรกิจอยากโตแค่ไหน
เรื่องเศรษฐศาสตร์ภาษีจึงไม่ควรถามเพียงว่า เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นเท่าไร แต่ต้องถามด้วยว่า เมื่อเราขีดเส้นหรือสร้างกติกาภาษีขึ้นมา คนจะปรับตัวอย่างไร โจทย์ที่สำคัญคือการยื่นคำขอ, ความยุ่งยากทางเอกสาร, ขั้นตอน และระบบ VAT รวมถึงต้นทุนการเปลี่ยนจากนอกระบบมาเป็นในระบบ จะสามารถทำให้ราบรื่นและง่ายขึ้นอย่างไรได้บ้าง เพื่อสร้างระบบภาษีที่ดีที่ไม่ทำให้ธุรกิจต้องเลือกระหว่าง “เติบโต” กับ “อยู่รอด”
ที่มา Athiphat Muthitacharoen, iTAX, กรมสรรพากร
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney