
การเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลไทย ของ “พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย” ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6-7 ส.ค.69 ไม่ได้เพียงสร้างกระแสต่อต้านในหมู่คนไทยที่เกลียดชัง “การปฏิวัติ” และ “เผด็จการ” แต่ยังสร้างกระแสความยินดีปรีดา โดยเฉพาะในกลุ่มของนักธุรกิจ ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจ การค้ากับฝ่ายเมียนมา
เนื่องจากที่ผ่านมา เมียนมาเกิดความไม่สงบภายใน มีการสู้รบของฝ่ายรัฐบาลทหาร และชนกลุ่มน้อยอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ที่มีการปะทะ และเส้นทางการขนส่งสินค้าไม่ปลอดภัย สินค้าไทยผ่านไปได้ยาก อีกทั้งยังเกิดความไม่มั่นใจ และไม่ปลอดภัยในการทำธุรกิจการค้าในเมียนมา
นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค.68 จนถึงเดือน มิ.ย.69 เมียนมาได้ประกาศปิดด่านการค้าชายแดนเมืองเมียวดี ที่อยู่ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อคุมเข้มการนำเข้าสินค้าจากไทย พร้อมกับขยายผลการคุมเข้มนำเข้าสินค้าไทยไปยังด่านท่าขี้เหล็ก ตรงข้ามกับ อ.แม่สาย จ.เชียงราย
ควบคู่กับใช้มาตรการใบอนุญาตนำเข้า (Import License) ที่กำหนดให้นำรายได้จากการส่งออก (Export Earning) สินค้าบางรายการจากเมียนมาสู่ไทยมาเป็น export credit สำหรับขอใบอนุญาตนำเข้า
เพื่อส่งเสริมการส่งออก และการผลิตภายใน ควบคุมการนำเข้า แก้ปัญหาขาดดุลการค้า เงินสำรองระหว่างประเทศ และอัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตรา ทั้งตลาดมืด และตลาดปกติ
แต่กลับสร้างผลกระทบให้ภาคธุรกิจของคู่ค้าหลายประเทศ รวมถึงไทยและของเมียนมาเองเป็นอย่างมาก เห็นได้จากมูลค่าการค้าชายแดนไทย-เมียนมาลดลงมาก ล่าสุดช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 69 เหลือเพียง 96,406 ล้านบาท ลดลงถึง 9.59% เทียบช่วงเดียวกันของปี 68
แต่การมาของ “มิน อ่อง หล่าย” ทำให้รัฐบาล 2 ฝ่าย มีโอกาสหารือกันแบบเต็มคณะ ประเด็นที่ผู้นำหารือครอบคลุมทั้งการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแรงงาน และการอำนวยความสะดวกทางการค้า อีกทั้งจัดงาน Thailand- Myanmar Business Forum ที่มุ่งยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจให้ก้าวสู่บทใหม่
“นางอารดา เฟื่องทอง” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ย้ำว่า การหารือระดับผู้นำครั้งนี้ ถือเป็น “Political Signal” หรือสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาล 2 ประเทศในการวางรากฐานความร่วมมือทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ ที่อาจนำไปสู่การฟื้นตัวของการค้าชายแดน และสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจชายแดนกลับมาขยายตัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ขณะที่ “ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์” ประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา ที่ทำธุรกิจกับเมียนมานานหลายทศวรรษ ระบุว่า ภาคเอกชนไทยที่ทำธุรกิจกับเมียนมาย่ำแย่ โดยเฉพาะคนที่ทำการค้าขายตามแนวชายแดน ที่แทบค้าขายไม่ได้เลย เพราะการคุมเข้มนำเข้า หวังว่าการเดินทางมาเยือนไทยของผู้นำเมียนมา จะทำให้ธุรกิจการค้าของทั้ง 2 ฝ่ายเกิดความยั่งยืนในระยะยาว
ฝันจะเป็นจริงได้หรือไม่ คงต้องติดตามกันยาวๆ.
ฟันนี่เอส
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม