
นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC (จีซี) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์โลก วิกฤตพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตเศรษฐกิจ ยังคงมีความผันผวนและไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง และยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ดังนั้น จีซี จึงได้วางรากฐานสำคัญ ทั้งโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ ความยืดหยุ่นของการใช้วัตถุดิบ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และความร่วมมือกับพันธมิตร
“การเติบโตบทใหม่ของจีซี จะไม่ได้เกิดจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เกิดจากการนำจุดแข็งที่มีมาประกอบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ธุรกิจที่มีอยู่ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ความสามารถของบุคลากร เครือข่ายระดับโลก จนถึงพันธมิตรทางธุรกิจ ตามทิศทางเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้องค์กรมีทั้งความแข็งแกร่ง และพร้อมเติบโตยิ่งขึ้นในอนาคต”
นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า ในช่วงปี 2569-2570 จีซี จะมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยได้เร่งสร้างฐานการเติบโต ด้วยการปรับสมดุลสัดส่วนธุรกิจ ระหว่างธุรกิจปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์พื้นฐาน โรงกลั่น (Commodity) กับธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) จากปัจจุบัน 80:20 เป็น 70:30 ภายในปี 2573 เพื่อเพิ่มสัดส่วนธุรกิจมูลค่าสูง และสร้างพอร์ตให้แข็งแกร่งมากขึ้น โดยจีซีจะต่อยอดจากจุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในแต่ละธุรกิจ ดังนี้
ธุรกิจต้นน้ำและผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง ต่อยอดศักยภาพโรงกลั่นชีวภาพ และศึกษาการบูรณาการโรงกลั่นและปิโตรเคมี ส่วนธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจร่วมทุนกับเอสซีจีซี (SCGC) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน หากการร่วมทุนเกิดขึ้น จะเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ชั้นนำในอาเซียน รวมถึงสนับสนุนความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ ในประเทศและภูมิภาค ด้วยกำลังการผลิตระดับ 10 ของโลก คาดว่าจะได้ข้อสรุปของการศึกษาดังกล่าวในช่วงปลายไตรมาส 3 ปี 2569 ส่วนธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ การปลดล็อกศักยภาพของออลเน็กซ์ (allnex) ซึ่งผลิตสารเคลือบผิวอุตสาหกรรมและสารเติมแต่ง เพื่อเป็นฐานการขยายธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ และธุรกิจกรีนและไบโอพลาสติก จะต่อยอดสู่เคมีภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ
นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเล็งเห็นศักยภาพของมาบตาพุด ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการต่อยอดธุรกิจที่มีมูลค่าสูง สู่อนาคต ภายใต้กลยุทธ์ MTP Transformation ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายที่มีความพร้อม ประกอบกับฐานธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่เคมีภัณฑ์ทั่วไป เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ไปจนถึงไบโอพลาสติก ซึ่งความพร้อมเหล่านี้ของจีซี เปิดโอกาสให้เชื่อมโยงความสามารถกับเทคโนโลยีและพันธมิตรชั้นนำจากทั่วโลก รองรับความต้องการของตลาดปลายทาง และสร้างโอกาสให้ไทยมีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมเคมีแห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ทั้งนี้แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน ความผันผวนของซัพพลายเชน เงินเฟ้อ และมาตรการทางการค้า แต่จีซี สามารถรักษาความแข็งแกร่งของการดำเนินธุรกิจได้ โดยไตรมาส 2 ปี 2569 จีซีมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย, ภาษี, ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted EBITDA) 26,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% จากไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรก ปี 2569 มี Adjusted EBITDA 41,777 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 15,440 ล้านบาท