
“ข้อมูลรั่ว” ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลส่วนราชการ ข้อมูลของภาคเอกชน เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเป็นข่าวและไม่เป็นข่าว บางครั้ง “ข้อมูลรั่ว” เป็นเรื่องที่รู้กันภายใน ไม่เป็นที่เปิดเผยให้เสื่อมเสีย แต่ในโลกปัจจุบัน เทคโนโลยีการสื่อสารทำให้ทุกคนรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว เกิดเหตุ “ข้อมูลรั่ว” เมื่อใด จึงกลายเป็นประเด็นร้อนแรง!!! สั่นสะเทือนความเชื่อมั่นในระบบจัดเก็บฐานข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทย โดยเฉพาะข้อมูลระบบราชการ
ย้อนไปในอดีต...มีหลายเหตุการณ์ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลเริ่มจากการนำเลข 13 หลักของบัตรประจำตัวประชาชนไปสวมสิทธิ ซึ่งในอดีตใช้วิธีเก็บสำเนาบัตรประชาชนไว้เป็นหลักฐาน พอเกิดปัญหา ผู้เสียหายไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ นอกจากแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน เพื่อมิให้มิจฉาชีพนำไปก่อคดี บางคนไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ ปล่อยรั่วไหลจนกว่าจะเกิดเหตุการณ์นำบัตรประชาชนของตัวเองไปสวมสิทธิก่ออาชญากรรม สร้างความเดือดร้อนโดยไม่รู้ตัว...
อีกกรณีที่ควรตั้งข้อสังเกต คือเมื่อไปติดต่อส่วนงานราชการหรือเอกชน ต้องแลกบัตรผ่านด้วยบัตรประชาชน ผู้ใช้บริการมีความมั่นใจได้มากน้อยเพียงใดว่าจะไม่มีการนำ “เลข 13 หลักของบัตรประชาชน” ไปใช้ประโยชน์ และยังมีเลขหลังบัตรประชาชนที่เป็นรหัสสำคัญอีก ประเด็นนี้...หลายแห่งได้รับการแก้ไข แต่หลายแห่งยังคงใช้วิธีการเดิม คือแลกบัตรประชาชน เพื่อเป็นบัตรผ่านเข้าอาคารสำนักงานนั้นๆ
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูล “หมายเลขโทรศัพท์” หรือเรียกติดปากว่า “เบอร์โทรศัพท์” ถูกนำไปขาย หรือใช้ประโยชน์ ทางธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต ทุกวันนี้จะมีสายเรียกเข้าแปลกๆ ทั้งขายประกัน ทำบัตรเครดิต ขายสินค้า แจ้งโปรโมชัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลุ่มมิจฉาชีพ ฯลฯ นำเบอร์โทรศัพท์มาจากแหล่งใด ไม่มีใครให้คำตอบได้
เคสใหญ่ของการรั่วไหลของข้อมูลประชาชนจากระบบราชการครั้งล่าสุด คือการรั่วไหลของข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่หลุดมากถึง 67.1 ล้านราย เท่ากับจำนวนประชากรคนไทย รวมทั้งข้อมูลของกรมการขนส่ง มีทั้งข้อมูลทะเบียนรถ ประวัติการครอบครองรถ ประเภทรถ และอื่นๆที่เป็นรายละเอียดของรถ รวมถึงบัญชีผู้ถือหุ้น บัญชีธนาคาร จากกรณีของบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TSD
กรณีล่าสุด ซึ่งมีการแฮ็กข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน ข้อมูลทะเบียนรถของนายกรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญหลายคน คาดมาจากขบวนการ “แฮกเกอร์” ที่นำข้อมูลไปขายในตลาดมืด (Dark Web) ซึ่งจะรู้กันในกลุ่มเฉพาะที่ต้องการข้อมูล สามารถแจ้งได้ว่าต้องการข้อมูลแบบไหน อย่างไร “แฮกเกอร์” สามารถจัดให้ได้ ส่วนราคาขายนั้นไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด แต่เชื่อว่าขายกันในมูลค่าสูง มีตัวเลขระบุว่าการขายข้อมูลประชาชนสามารถสร้างรายได้ถึง 600,000 บาทต่อเดือน
แม้จะต้องเสี่ยงหากถูกจับได้ มีบทลงโทษสูงสุด คือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA)
เหตุการณ์ “ข้อมูลรั่ว” ครั้งที่ผ่านมา แม้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่ท้าท้ายอย่างยิ่งยวด เพราะมีการเจาะเพื่อเปิดโปงข้อมูลบัตรประชาชนของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีหลายคน และข้าราชการระดับสูงหลายกระทรวง ถูกเผยแพร่บนสื่อออนไลน์ให้เห็นกันชัดๆ ทำให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย อารมณ์เดือด! สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการรั่วไหล และหาแนวทางป้องกัน มิให้เกิดความผิดพลาดซ้ำซาก ทำให้ข้อมูลประชาชนเป็นความลับ
กระตุกหนวดเสือแฮ็กข้อมูลส่วนบุคคลของคนระดับผู้นำประเทศทั้งที ทุกองคาพยพจึงต้องขยับเขยื้อนยกระดับ “ความปลอดภัยไซเบอร์” ให้เป็นวาระแห่งชาติ (เสียที) ทำ “ข้อมูลของประชาชนคนไทยทุกคน” ที่อยู่ในระบบของหน่วยงานราชการทุกแห่ง รวมถึงเอกชนด้วย เป็นข้อมูลความลับ ปลอดภัย ไม่ถูกมิจฉาชีพนำไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ สร้างความเสียหายในหลากหลายรูปแบบ เช่น การแอบอ้างตัวตน หรือนำไปหลอกลวงให้เกิดความเสียหาย
หากยังคงปล่อยให้ “รั่ว” ไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ แถมพอเกิดเรื่องกลับแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก ไม่เอาจริงกับหน่วยงานที่ทำข้อมูลรั่ว แถมปกป้องไม่ให้เป็นข่าวฉาวโฉ่ ทำให้ไม่มีมาตรการทางสังคมคอยกดดัน ยกเว้นแต่หน่วยงานนั้นจะออกมามอบตัวเสียเอง การรับมือกับปัญหาแบบ “ถ้อยทีถ้อยอาศัย” ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็งพอ ย่อมจะกระทบความเชื่อมั่นของประเทศ ภาพลักษณ์องค์กรเสียหาย กลายเป็นภัยความมั่นคงระดับชาติ
นอกจากฝากถึงรัฐบาลแล้ว ขอฝากถึงท่านผู้อ่านในทุกแพลตฟอร์มของ “ไทยรัฐ” ขอให้ระมัดระวังการให้ข้อมูลกับบุคคลภายนอก โดยเฉพาะโลกออนไลน์ที่เป็นดาบสองคม
และเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลตัวเอง ป้องกันคนนำไปสวมสิทธิ ควรตั้งรหัสผ่านแบบที่มีความซับซ้อน คาดเดายาก ถ้าจำไม่ได้ต้องจดไว้ในที่ที่จะไม่ถูกค้นพบได้โดยง่าย ใช้ระบบการยืนยันตัวตนแบบ 2 ขั้นตอน เพิ่มเกราะป้องกันไม่ให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ไม่คลิกลิงก์แปลกปลอม โดยเฉพาะที่ส่งมาทางมือถือ (เอสเอ็มเอส) และต้องอัปเดตระบบปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันแฮกเกอร์ เป็นต้น เพราะการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อน...
ดวงพร อุดมทิพย์
คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม