
จากข้อมูลของ Bnomics by Bangkok bank ซึ่งเป็นช่องทางให้ความรู้และบทวิเคราะห์เศรษฐกิจของธนาคารกรุงเทพ พบว่า คนไทยไม่ได้ห่างจากพุทธศาสนามากอย่างที่คิด เพราะจากข้อมูลที่มี หากนำค่าใช้จ่ายเพื่อการทำบุญ และค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงของครัวเรือนไทยมาเทียบกัน คนไทยใช้จ่ายกับการทำบุญในสัดส่วนที่สูงกว่า
จากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาต่อเนื่องมาหลายปี ทำให้ทิศทางของการแก้ปัญหาประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา เน้นให้ความสำคัญกับ “ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ” และการเร่งหาทางแก้ปัญหา เพื่อยกระดับโครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยให้เข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่
แต่เชื่อว่าหลังจากเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง โดยผู้ก่อเหตุเป็นเด็กอายุเพียง 14 ปี ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจจะทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นถึง “ปัญหาด้านสังคม และปัญหาครอบครัว” ของคนไทยก็อยู่ใน “ภาวะอันตราย” ไม่แพ้กัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ “เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ” แต่ข่าวคราวที่ออกมาในแต่จะวัน กลับมีแต่ “ความเสื่อม” พ่อแม่ทำร้ายลูก ลูกฆ่าพ่อแม่ ใช้กำลังและอาวุธตัดสินในทุกเรื่อง มีความยับยั้งชั่งใจและเกรงกลัวต่อบาปน้อยลงเรื่อยๆ ขณะที่อาการผิดปกติทางจิต โรคซึมเศร้า และโรคแพนิก กลายเป็น “โรคประจำถิ่น” ของคนไทย
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ Bnomics by Bangkok bank ซึ่งเป็นช่องทางให้ความรู้และบทวิเคราะห์เศรษฐกิจของธนาคารกรุงเทพ พบว่า คนไทยไม่ได้ห่างจากพุทธศาสนามากอย่างที่คิด เพราะจากข้อมูลที่มี หากนำค่าใช้จ่ายเพื่อการทำบุญ และค่าใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงของครัวเรือนไทยมาเทียบกัน คนไทยใช้จ่ายกับการทำบุญในสัดส่วนที่สูงกว่า
โดยครัวเรือนรายได้น้อย ใช้จ่ายด้าน “ศาสนา” มากกว่าด้าน “ความบันเทิง” ถึง 7 เท่า โดยครัวเรือน 20% ที่มีรายได้น้อยที่สุด จัดสรรค่าใช้จ่ายไปกับกิจกรรมทางศาสนาถึง 87.8% และจัดสรรค่าใช้จ่ายให้ด้านความบันเทิง 12.2% หรือแม้ครัวเรือน 20% ที่มีรายได้สูงที่สุดก็ยังจัดสรรให้กิจกรรมทางศาสนา 54.7% และความบันเทิง 45.3%
แต่ข้อมูลนี้ยังละเอียดน้อยเกินไป ยังฟันธงไม่ได้ว่าคนรวยทำบุญน้อยกว่าคนที่มีรายได้น้อยกว่า เพราะยังมีอีกหลายประเด็นที่เป็นตัวกำหนด เช่น ครัวเรือนที่มีเด็กมากขึ้น มี
แนวโน้มจัดสรรสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านศาสนาลดลง ขณะที่หัวหน้าครัวเรือนที่มีอายุมากขึ้น มีแนวโน้มจัดสรรสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านศาสนาสูงขึ้น
นอกจากนั้น ภูมิภาคที่อยู่อาศัยก็มีความสำคัญ ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนว่าบริบททางสังคม วัฒนธรรม รูปแบบการดำเนินชีวิต รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงกิจกรรมทางศาสนา และมีผลต่อค่าใช้จ่ายด้านความบันเทิง
ส่วนคำตอบที่ตั้งไว้ว่า คนขยันทำบุญแต่สังคมไทยยิ่งเสื่อม? ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการไปวัดทำบุญของคนไทยที่มีคนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ไปวัดทำบุญเพื่อไปมู ไปขอโชคลาภ ขอความร่ำรวย ขอแฟน ขอลูก มากกว่าที่จะศึกษาพระธรรมคำสอนในพุทธศาสนา ขณะเดียวกัน ต้องถามระบบการศึกษาของไทยว่าชั่วโมงพุทธศาสนาของไทยว่าสอนคุณค่าทางจิตใจให้เด็กไทยได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นี้หรือไม่
เมื่อสังคมไทยมาถึงจุดนี้ นอกเหนือที่รัฐบาลจะเน้นก็ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยการเพิ่มทักษะ สร้างภูมิคุ้มกันทางกายแล้ว ควรมีโครงการจ้างอบรมทางใจให้เด็ก และพ่อแม่ผู้ปกครอง มีเวลามาอบรมพร้อมกัน ถึงความเข้าใจพื้นฐานของการเป็นครอบครัว เร่งสร้าง ภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ทำให้สังคมไทยมีเสถียรภาพที่แข็งแรง.
มิสเตอร์พี
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม