ลงทุนไฮเทค “ดาบสองคม” ธปท.ชี้ได้ไม่คุ้มเสียถลุงน้ำ-ไฟบานจ้างงานแค่หยิบมือ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ลงทุนไฮเทค “ดาบสองคม” ธปท.ชี้ได้ไม่คุ้มเสียถลุงน้ำ-ไฟบานจ้างงานแค่หยิบมือ

Date Time: 4 ส.ค. 2569 06:00 น.

Summary

ผู้ว่าธปท. ชี้ ต่างชาติลงทุน AI-ดาต้าเซ็นเตอร์-คลาวด์เซอร์วิส เป็น “ดาบสองคม” เพราะใช้น้ำ-ไฟฟ้ามหาศาล แต่จ้างงานคนไทย และใช้สินค้าในประเทศน้อย แต่ยังเชื่อ ปีนี้เศรษฐกิจโตได้ 2.3% สอดคล้อง “เอกนิติ” ที่มั่นใจโตได้ถึง 2.5%

Latest

“จุดต่ำสุด” เศรษฐกิจไทย

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนาประจำธนาคารแห่งประเทศไทย ปี 69 สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า คาดว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ 2.3% จากการเติบโตของการภาคส่งออก ที่ในช่วงครึ่งแรกปี 69 ขยายตัวสูงถึง 17.6% จากระยะเดียวกันปีก่อน และมาตรการกระตุ้นภาครัฐ แต่เป็นการโตที่ไม่สมดุล เพราะส่งออกสูง และนำเข้าก็สูงด้วย ส่งผลให้ขาดดุลการค้า ขณะที่เงินลงทุนจากต่างประเทศปีนี้ก็โตถึง 6% สูงมากเมื่อเทียบกับการเติบโต 1-2% ช่วงที่ผ่านมา แต่กระจุกตัวอยู่ในสินค้าไฮเทค ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์เซอร์วิส 

“สินค้าเหล่านี้แทบไม่ได้จ้างงานเพิ่มขึ้นเลย จ้างงานเพียง 30-40 คน แต่ใช้น้ำ ใช้ไฟฟ้าของเรามหาศาล ใช้สัดส่วนสินค้าในประเทศแค่ 30% แต่บริษัทอื่น ที่เข้ามาลงทุนผลิตสินค้าอื่นใช้มากถึง 70% กลายเป็นการลงทุนที่มีความน่าเป็นห่วงแฝงอยู่ และการส่งออกของเราที่ขยายตัวสูงในปีนี้ เป็นการส่งออกสินค้าไฮเทค สัดส่วน 45% ขณะที่สินค้าอื่นๆ โตแค่ 2% ก่อให้เกิดปัญหาคนส่วนหนึ่งที่ไม่มาก แต่ได้ประโยชน์มาก คนส่วนใหญ่แทบไม่ได้ประโยชน์เลย และบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นต่างประเทศ ประโยชน์ก็ตกถึงคนไทยน้อย อย่างไรก็ตาม ยังดีกว่าไม่มีการลงทุน เพราะอย่างไรเราก็ได้อยู่ในห่วงโซ่การผลิตใหม่ ดีกว่าประเทศที่ตกห่วงโซ่ไป อันนั้นเสียประโยชน์มากกว่า”

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้ ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทย ในปี 69 จะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังประกาศไว้ที่ 2.5% หลังจากไตรมาส 1 และ 2 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เติบโตกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา ส่วนไตรมาส 3 ยังคงมีมาตรการลดค่าครองชีพประชาชน ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ขณะที่ไตรมาส 4 จะมีการประชุมใหญ่ 3 งาน ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ คือ การประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีนานาชาติด้านพลังงาน Gastech Bangkok 2026 วันที่ 14–17 ก.ย. 69, การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และกลุ่มธนาคารโลก วันที่ 12–18 ต.ค. 69 และการประชุมระดับโลก Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ช่วงเดือนพ.ย.69 ซึ่งจะมีต่างชาติเข้ามาร่วมประชุมและเข้ามาท่องเที่ยวไทยจำนวนมาก จึงเชื่อว่าจะช่วยสร้างความคึกคักและช่วยดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

“การกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยให้เติบโต ต้องทำทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยระยะสั้น ผ่านมาตรการลดค่าครองชีพต่างๆ และในเร็วๆ นี้จะหารือกับกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง และอาจมีมาตรการเพิ่มเติมอีก ส่วนระยะยาว คือ การลงทุน ซึ่งได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ปรับยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดการลงทุน นำเม็ดเงินมาลงทุนจริงๆ”

นายเอกนิติ กล่าวต่อถึงการเปิดบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้น (Thailand Individual Savings Account : TISA) ว่า ขณะนี้มีความคืบหน้ามากแล้ว คาดว่า ภายในเดือนก.ย.นี้ จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติได้ ซึ่ง TISA นอกจากจะช่วยพัฒนาตลาดทุนแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการออม เพื่อให้คนไทยมีเงินไว้ใช้จ่ายวัยเกษียณ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ