
เข้าสู่เดือนที่ 8 ของปี 2569 เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีก 5 เดือนเท่านั้น เราก็จะเข้าสู่ปีใหม่ 2570 ท่ามกลางความคาดหวังว่า เศรษฐกิจไทยใน 5 เดือนที่เหลือนี้ จะดีกว่าใน 7 เดือนแรก
โดยคาดหวังว่า ผลจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ที่ยังเหลืออีก 2 เดือน เดือน ส.ค. และเดือน ก.ย. ขณะที่โครงการปล่อยสินเชื่อของภาครัฐช่วยพยุงไม่ให้เอสเอ็มอี ไทยขาดเงินทุนหมุนเวียน และเมื่อจบไทยช่วยไทยพลัส 60/40 จะมีโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง พลัส มาช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน คาดหวังว่า การลงทุนในโครงการใหม่ๆ จากต่างประเทศที่เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ จะเป็นแรงส่งใหม่ของเศรษฐกิจ
สอดคล้องกับการประมาณการของกระทรวงการคลัง และแบงก์ชาติ ที่มองว่า แม้สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จะยังไม่จบง่ายๆ แต่เศรษฐกิจไทยน่าจะถึง “จุดต่ำสุด” ในรอบนี้ แล้วในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ “นักวิชาการ” เริ่มแสดงความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ คือ “จุดต่ำสุด” ของเศรษฐกิจไทยที่เราเห็นในรอบนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา เป็นจุดต่ำสุดแบบไหนกันแน่!!!
เป็น “จุดต่ำสุด” แบบดิ่งลงแล้วเด้งขึ้นได้ทันที หรือดิ่งลงแล้วค้างตกท้องช้างไปอีกระยะหนึ่งแล้วถึงเส้นกราฟที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หรือลงแล้วขึ้นแล้วแบบสลับฟันปลา
ข้อแรกที่ “นักวิชาการ” แสดงความกังวล คือ ทิศทางการบริโภคของคนไทย ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงต่อเนื่อง ทั้งจากสินค้าในหมวดอาหารที่ขึ้นราคาไปแล้วไม่ลดกลับลงมา และหากเราเจาะเข้าไปในราคาสินค้าอุปโภคที่จำเป็นในขณะนี้ จะเห็นการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาคการผลิตไปยังราคาขายที่ผู้บริโภคต้องรับภาระมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 หรือเที่ยวไทยคนละครึ่งพลัส จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในระยะสั้นๆ ขณะเดียวกัน ยังฝากถึงโครงการไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพพลัส ด้วยว่า ควรจะมีการติดตามผลให้ชัดด้วยว่า คนที่เข้าโครงการไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เพราะหากลงทุนแล้วขาดทุนจะไปกันใหญ่ กลายเป็นเปิดแผลให้กับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
อีกจุดหนึ่งที่มีการตั้งข้อสังเกตคือ ความทนทานของธุรกิจและอัตราการจ้างงาน เพราะวันนี้ เราเริ่มเห็น “การเลิกจ้าง” ที่ถี่ขึ้น เพราะทางเลือกของทุกบริษัท เมื่อการเพิ่มรายได้ทำได้ยากขึ้น ก็จะลดรายจ่ายแทนเพื่อให้อยู่รอด ขณะที่การนำเครื่องจักรสมัยใหม่ รวมทั้ง AI มาใช้ แม้ว่าจะแทนคนทั้งหมดไม่ได้ แต่ต้องยอมรับว่า มีหลาย “คน” ที่จะถูกทดแทน
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความกังวลต่อ “อุตสาหกรรมอนาคต” ที่เราคาดหวังใช้เป็นสปริงบอร์ดของประเทศว่า อุตสาหกรรมที่เข้ามาใหม่ ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินทำงาน มากกว่าการเข้ามาเพื่อจ้างงานในประเทศผลิต เหมือนบริษัทยุคเก่า ขณะที่เอสเอ็มอี และแรงงานไทยเอง ก็ยังไม่มีทักษะที่สูงพอที่จะรองรับการทำงานในอุตสาหกรรมสมัยใหม่เช่นกัน
ทั้งหมดนี้ ทำให้ “จุดต่ำสุด” ของไทยกลายเป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะหากเราไม่มีเข็มทิศชัดเจนในการฟื้นตัว การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยใน 5 ปีข้างหน้าจะกระตุกขึ้นๆลงๆ แต่ไม่ใช่การฟื้นตัวอย่างแท้จริง.
มิสเตอร์พี
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม