เศรษฐกิจไม่ดีจริง หรือ คิดไปเอง? เมื่อคนไม่กล้าใช้เงิน ร้านค้าเงียบ ธุรกิจเลิกกว่า 11,000 ราย

Economics

Thai Economics

Tag

เศรษฐกิจไม่ดีจริง หรือ คิดไปเอง? เมื่อคนไม่กล้าใช้เงิน ร้านค้าเงียบ ธุรกิจเลิกกว่า 11,000 ราย

Date Time: 21 ก.ย. 2569 09:48 น.

Video

ทำไม Stablecoin ถึงเป็นธุรกิจที่ฉลาดที่สุดในโลกการเงิน | Digital Frontiers EP.76

Summary

เศรษฐกิจไม่ดีจริง หรือ คิดไปเอง? ร้านค้าเงียบ บัตรคอนเสิร์ตขายไม่หมด ธุรกิจไทยมียอดขาย แต่กำไรแทบไม่เหลือ ยอดปิดกิจการ 8 เดือนแรก พุ่ง 11,000 ราย ขณะที่กลุ่ม “บริษัทผีดิบ” กำลังเพิ่มขึ้น


Latest


“ช่วงนี้คนไม่ค่อยใช้เงิน”

ประโยคนี้ดังขึ้นเรื่อย ๆ จากร้านอาหาร ร้านค้าออนไลน์ เจ้าของกิจการรายย่อย ไปจนถึงผู้ประกอบการที่เคยผ่านทั้งโควิดและวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้วหลายรอบ บางร้านบอกว่ายอดขายลด บางร้านยอมลดกำไรเพื่อรักษาลูกค้า ขณะที่บางแห่งตัดสินใจปิดกิจการ เพราะยิ่งเปิดต่อก็ยิ่งแบกต้นทุน

ความเงียบไม่ได้อยู่เฉพาะหน้าร้าน ในวงการบันเทิง ศิลปินและผู้จัดคอนเสิร์ตบางรายเผชิญโจทย์ขายบัตรไม่หมด ต้องเร่งปรับแผน ปรับขนาดงานให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ ซึ่งแน่นอนว่า บัตรคอนเสิร์ตขายไม่หมดอาจเกิดได้จากหลายเหตุผล ไม่อาจเหมารวมว่าเกิดจากเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

แต่เมื่อความรู้สึกว่า “ขายของยากขึ้น” เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายวงการ คำถามจึงตามมาว่า คนไทยคิดกันไปเอง หรือเศรษฐกิจข้างในกำลังมีปัญหาจริง 

เปิดคำตอบจากข้อมูลล่าสุดของ SCB EIC คือ เศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังขยายตัว แต่การเติบโตลงไปไม่ถึงทุกคน บริษัทขนาดใหญ่บางกลุ่มยังมีรายได้ และกำไรเพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจรายเล็กจำนวนมากกำลังต่อสู้กับรายได้ที่ชะลอ ต้นทุนที่สูง และกำไรที่ไม่ฟื้นตามยอดขาย บางแห่งยังเปิดไฟ ทำงาน และจ่ายเงินเดือนตามปกติ ทว่ากำไรจากธุรกิจไม่พอจ่ายดอกเบี้ยติดต่อกันหลายปี ซึ่งเราเรียกกิจการกลุ่มนี้ว่า “บริษัทผีดิบ” (Zombie firm)


บริษัทผีดิบ 11.6% ของธุรกิจไทย

นิยาม “บริษัทผีดิบ” ของ SCB EIC หมายถึง บริษัทที่เปิดดำเนินการมาแล้วมากกว่า 3 ปี และมีอัตราความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย หรือ Interest Coverage Ratio ต่ำกว่า 1 ติดต่อกันอย่างน้อย 2 รอบบัญชี

แปลให้ตรงที่สุดคือ รายได้จากการดำเนินงานไม่เพียงพอจ่ายดอกเบี้ย แม้บริษัทอาจยังไม่ล้มละลายและยังไม่ปิดตัว แต่แทบไม่มีแรงเหลือสำหรับลงทุน พัฒนาสินค้า ขึ้นเงินเดือน หรือขยายกิจการ เงินที่หาได้จำนวนมากต้องนำไปหมุนหนี้และประคองสถานะของบริษัท

ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า บริษัทผีดิบมีสัดส่วนประมาณ 11.6% ของธุรกิจไทยทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 11.4% ในปี 2567 ระดับดังกล่าวยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงโควิด โดยเวลานั้นบริษัทผีดิบมีสัดส่วนถึง 15.1% แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ หลังลดลงต่อเนื่องจากวิกฤต ตัวเลขเริ่มหันกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ในกลุ่ม SME สัญญาณยิ่งชัด สัดส่วนบริษัทผีดิบเพิ่มจาก 12.1% เป็น 12.3% ระหว่างปี 2567–2568 สูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่อยู่เกือบ 3 เท่า

ตัวเลขดังกล่าวอธิบายความรู้สึกของผู้ประกอบการได้ส่วนหนึ่ง เพราะกิจการจำนวนไม่น้อยยังมีชื่ออยู่ในระบบ แต่สภาพจริงแทบไม่มีพื้นที่ให้เติบโตแล้ว 

อสังหาฯ โรงแรม ร้านอาหาร อยู่ในพื้นที่เสี่ยง 

เมื่อแยกตามประเภทธุรกิจ SCB EIC พบว่า กลุ่มที่มีสัดส่วนบริษัทผีดิบสูง ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย โรงแรมและที่พัก ร้านอาหาร สุขภาพ โทรคมนาคม และธุรกิจยาง หนักที่สุดคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งมีสัดส่วนบริษัทผีดิบประมาณ 30% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งระบบมากกว่า 2 เท่า

ภาวะดังกล่าวปรากฏให้เห็นผ่านข่าวธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา ทั้งโครงการที่ชะลอการพัฒนา การเร่งระบายสต็อก ลดราคา ขายสินทรัพย์ และเจรจาปรับโครงสร้างหนี้

เดือนพฤษภาคม 2569 พนักงานบริษัทอสังหาริมทรัพย์กว่า 350 คนเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการแรงงาน หลังถูกค้างจ่ายค่าจ้างนานหลายเดือน ขณะที่บริษัทดัง ชี้แจงว่าอยู่ระหว่างเร่งขายสินทรัพย์เพื่อนำเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงาน เหตุการณ์นี้ทำให้ปัญหาสภาพคล่องที่เคยปรากฏอยู่ในงบการเงินกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของคนทำงานทันที 

ภาคการผลิตก็มีสัญญาณในลักษณะเดียวกัน ทั้งการลดกะ ลดโอที เลิกจ้าง และปิดกิจการ หนึ่งในกรณีที่เป็นข่าวคือโรงงานพลาสติกซึ่งเปิดดำเนินงานมาราว 40 ปี แต่ตัดสินใจยุติกิจการหลังแบกรับต้นทุนต่อไม่ไหว 

กรณีเหล่านี้ไม่สามารถใช้แทนภาพของทั้งอุตสาหกรรมได้ แต่สะท้อนว่าแรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะร้านเล็กหรือธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น บริษัทขนาดใหญ่บางรายก็เริ่มเผชิญปัญหาสภาพคล่องจนกระทบพนักงานและเจ้าหนี้เช่นกัน


บริษัทใหญ่ฟื้น ส่วน SME ยังติดหล่ม

ข้อมูลของ SCB EIC ยังชี้เห็นว่า เมื่อนำรายได้และอัตรากำไรปี 2568 มาเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยช่วงปี 2565-2567 พบช่องว่างระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับ SME ชัดเจน บริษัทขนาดใหญ่ในหลายอุตสาหกรรมมีทั้งรายได้และกำไรฟื้นตัว เช่น

  • โรงแรมและที่พัก
  • โทรคมนาคม
  • โรงกลั่นน้ำมัน
  • สุขภาพ
  • ขนส่ง
  • ยานยนต์และชิ้นส่วน

บริษัทเหล่านี้มีเงินทุน เทคโนโลยี เครือข่ายคู่ค้า และฐานลูกค้าขนาดใหญ่ จึงรับมือกับต้นทุนและการแข่งขันได้ดีกว่า อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับแรงขับเคลื่อนที่กำลังเติบโต เช่น การลงทุน เทคโนโลยี ตลาดต่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล พลังงานสีเขียว และรถยนต์ไฟฟ้า

แต่ฝั่ง SME กลับเป็นอีกภาพหนึ่ง หลายอุตสาหกรรมมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่กำไรลดลง หมายความว่า “ขายได้มากขึ้น แต่เหลือเงินน้อยลง” เพราะต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ดอกเบี้ย และการแข่งขันด้านราคาดึงเงินออกไปเกือบหมด SME ในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เคมีภัณฑ์ การผลิตพืชผล รวมถึงคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ในภาวะนี้ ขณะที่ค้าส่งและค้าปลีก อาหาร และอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย เผชิญแรงกดดันทั้งด้านรายได้และกำไร

ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และสุขภาพของ SME เริ่มเห็นกำไรดีขึ้นบ้าง แต่รายได้ยังไม่ฟื้นเต็มที่ จึงยังห่างจากคำว่ากลับมาแข็งแรง นี่คือเหตุผลที่ตัวเลขเศรษฐกิจระดับประเทศอาจขยายตัว ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากกลับรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ทั้งสองเรื่องเกิดขึ้นพร้อมกันได้ เพราะรายได้ใหม่กระจุกอยู่ในธุรกิจบางกลุ่ม ส่วนร้านค้าและกิจการขนาดเล็กยังต้องแบ่งกำลังซื้อก้อนเดิมท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

8 เดือน ธุรกิจเลิกกิจการกว่า 11,000 ราย

ทั้งนี้ หากบริษัทผีดิบคือกิจการที่ยังประคองตัวอยู่ ข้อมูลการจดทะเบียนเลิกกิจการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็สะท้อนอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจที่ตัดสินใจออกจากตลาดไปแล้ว พบว่าช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 มีนิติบุคคลจดทะเบียนเลิกกิจการ 11,420 ราย เพิ่มขึ้นจาก 9,729 ราย ในช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวน 1,691 ราย หรือเพิ่มขึ้น 17.38%

ทุนจดทะเบียนของกิจการที่เลิกเพิ่มขึ้นแรงกว่าจำนวนบริษัท จาก 63,033 ล้านบาท เป็น 112,668 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49,635 ล้านบาท หรือ 78.74%

ตัวเลขดังกล่าวส่งสัญญาณว่า กิจการที่เลิกไม่ได้เพิ่มขึ้นเฉพาะรายย่อย กิจการที่มีทุนจดทะเบียนสูงขึ้นก็ออกจากตลาดมากขึ้นเช่นกัน

เศรษฐกิจแบบ K-shaped บางคนขึ้น บางคนลง

SCB EIC อธิบายภาพของเศรษฐกิจไทย ณ เวลานี้ ว่าเป็นการฟื้นตัวแบบ K-shaped แขนด้านบนของตัว K คือบริษัทขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่เชื่อมกับการลงทุน เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศ ธุรกิจเหล่านี้ยังมีโอกาสเพิ่มรายได้และรักษากำไร

แขนด้านล่างคือ SME กิจการที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศ แรงงานอิสระ และครัวเรือนที่รายได้ฟื้นช้า หลายรายมีรายได้ แต่ไม่มีเงินเหลือ หลายคนมีงาน แต่มีชั่วโมงทำงานและกำลังซื้อน้อยลง เมื่อรายได้ครัวเรือนฟื้นช้า ผู้บริโภคจะเริ่มเลือกใช้เงินกับสิ่งจำเป็นมากขึ้น ร้านค้า ร้านอาหาร สินค้าฟุ่มเฟือย และความบันเทิงจึงแข่งขันกันหนักขึ้นเพื่อแย่งกำลังซื้อก้อนเดิม

ร้านค้าที่บอกว่าลูกค้าหาย จึงไม่ได้คิดไปเองเสียทั้งหมด ศิลปินที่เห็นที่นั่งว่างในคอนเสิร์ตอาจกำลังเผชิญทั้งการแข่งขันในวงการและกระเป๋าเงินของผู้ชมที่บางลง ส่วนเจ้าของ SME ซึ่งมียอดขายแต่กำไรไม่เหลือ กำลังยืนอยู่ใกล้เส้นแบ่งระหว่าง “กิจการที่ยังไปต่อได้” กับ “บริษัทผีดิบ” ธุรกิจเหล่านี้ ต้องลดค่าใช้จ่าย เลื่อนการลงทุน งดรับคน ชะลอจ่ายเจ้าหนี้ หรือยอมขายในราคาที่กำไรบางลง เพื่อซื้อเวลาให้ตัวเองอยู่ต่อ

หากเศรษฐกิจและกำลังซื้อฟื้น บริษัทบางแห่งอาจกลับมาได้ แต่หากรายได้ยังโตช้า ต้นทุนไม่ลด และการเข้าถึงเงินทุนยากขึ้น บริษัทผีดิบบางส่วนอาจกลายเป็นกิจการที่ต้องปรับโครงสร้างหนี้ ขายทรัพย์สิน ปลดพนักงาน หรือออกจากตลาดในที่สุดนั่นเอง.


ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ,SCB EIC 

อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ 

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney



Author

อุมาภรณ์ พิทักษ์

อุมาภรณ์ พิทักษ์
เศรษฐกิจ การเงิน ลงทุน และ อสังหาริมทรัพย์