
แม้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ไทยรั้งตำแหน่ง “ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลก” สร้างรายได้กว่าแสนล้านบาทต่อปี แต่สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มไม่มากนักอย่างมันเส้น และยังเน้นการส่งออกไปตลาดจีน เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์เป็นหลัก
ส่งผลให้ราคามันสำปะหลังไทยขาดเสถียรภาพอย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากในปีใดปีหนึ่ง ตลาดหลักลดจำนวนการสั่งซื้อ หรือไม่นำเข้าสินค้าจากไทย!!
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ จึงต้องเดินหน้าหาตลาดใหม่ๆที่มีศักยภาพ และขยายตลาดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆให้มากขึ้น โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง เช่น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังดัดแปร แป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว ขยายตลาดและมูลค่าการส่งออก และสร้างเสถียรภาพราคามันสำปะหลังให้กับเกษตรกรไทย
ตลอดช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา กรมการค้าต่างประเทศจึงจัดทำแผนการผลักดันตลาดต่างประเทศสำหรับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่อง เช่น เจาะตลาดตะวันออกกลาง นิวซีแลนด์ ในสินค้ามันอัดเม็ด เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และในปี 69 วางแผนเจาะตลาดจีน ญี่ปุ่น เยอรมนี ในสินค้าแป้งมันเกรดพรีเมียม ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์ ยา เคมีภัณฑ์ ฯลฯ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 14-19 ก.ค.69 “นางอารดา เฟื่องทอง” อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้นำคณะผู้แทนการค้าที่ประกอบไปด้วย ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ เดินทางไปขยายตลาดแป้งมันสำปะหลังในสหรัฐฯ ณ เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์
“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “นางอารดา” ถึงความสำเร็จของภารกิจครั้งนี้ ที่ถือเป็น “เส้นทางนำร่อง” ในการเพิ่มศักยภาพของสินค้าเกษตรไทย
“นางอารดา” เริ่มต้นเล่าว่า ช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา กรมการค้าต่างประเทศได้ขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลังไปประเทศที่มีศักยภาพมากขึ้น โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น มันอัดเม็ด แป้งมันสำปะหลังดัดแปร แป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม เพื่อรองรับความต้องการในอุตสาหกรรมต่างๆ จากเดิมที่พึ่งพาการส่งออกมันเส้นเข้าสู่ตลาดหลักเพียงไม่กี่ประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่แห่ง และสร้างเสถียรภาพราคามันสำปะหลังให้เกษตรกรไทย เพราะหากตลาดหลักลดการสั่งซื้อ หรือไม่นำเข้าจากไทยแล้ว จะส่งผลกระทบต่อราคาหัวมันสดในประเทศ และอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยทั้งระบบ
“ปีที่แล้วราคาหัวมันสดลดลงมาก เหลือกิโลกรัม (กก.) ละไม่ถึง 2 บาท เพราะตลาดหลักลดนำเข้ามันเส้น แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กรมมุ่งหาตลาดใหม่ๆที่มีศักยภาพ และขยายตลาดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น อาหารสัตว์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่แห่ง และเพิ่มการส่งออก ทำให้ยังรักษาการส่งออกไว้ได้ แต่ปีนี้จะบุกขยายตลาดแป้งมันให้มากขึ้น เพราะมีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า และใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม”
ส่วนการจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางเยือนสหรัฐฯครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรก เพื่อขยายตลาดแป้งมันในสหรัฐฯ เพราะเล็งเห็นถึงศักยภาพของแป้งมันสำปะหลังไทยที่จะใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์ เนื่องจากมีคุณภาพมาตรฐานสูง เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ประกอบกับเล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาดแป้งมัน ทั้งแป้งดิบ (Native Starch) และแป้งดัดแปร (Modified Starch) ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะชิคาโก ตลาดนำเข้าแป้งมันสำปะหลังไทยอันดับ 1 ที่ยังมีความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลาย โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่ม แต่ได้ผลักดันใช้ในอุตสาหกรรมอื่นเพิ่มขึ้น เช่น บรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ยา ฯลฯ
และที่สำคัญ แป้งมันสำปะหลังไทยยังได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าตาม Annex A มาตรา 301 ของสหรัฐฯ ซึ่งจะได้เปรียบทางการแข่งขันสูงขึ้น จึงทำให้การเดินทางมาครั้งนี้ประสบความสำเร็จมาก เพราะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้นำเข้าในสหรัฐฯ นำไปสู่การบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการไทย และผู้นำเข้าของสหรัฐฯ ได้สำเร็จ
สำหรับราคามันสำปะหลังไทย ล่าสุด มันเส้น หน้าโรงงานอาหารสัตว์ กก.ละ 8.50-8.70 บาท เพิ่มขึ้น 20% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ กก.ละ 6.90-7 บาท แต่ราคาส่งออกแป้งมัน เพิ่มขึ้นถึง 60-70% จากตันละ 445 เหรียญสหรัฐฯ มาอยู่ที่ตันละ 700 เหรียญ ขณะที่หัวมันสด เฉลี่ยเกือบ กก.ละ 4 บาท สูงสุดในรอบหลายปี
ในการเดินทางเยือนสหรัฐฯครั้งนี้ได้หารือกับหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายอาหารและเครื่องดื่มระดับรัฐ ได้แก่ Illinois Economic Development Corporation (Illinois EDC), Chicagoland Food and Beverage Network (CFBN) และ Illinois Department of Agriculture
โดยไทยได้นำเสนอศักยภาพและคุณประโยชน์ของแป้งมันสำปะหลัง นวัตกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์แป้งมันมูลค่าสูง (เกรดพรีเมียม) อาทิ แป้งมันออร์แกนิก ฟลาวมันสำปะหลัง แป้งมันสำปะหลังแปรรูป ฯลฯ รวมถึงชี้ให้เห็นว่า แป้งมันไทยปลอดการตัดแต่งทางพันธุกรรม (Non–GMO) และปลอดกลูเตน (Gluten–Free) ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ พร้อมกับหารือถึงการดำเนินการของไทยในการผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอื่นๆ ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าตามมาตรา 301 ด้วย
ทั้งนี้ CFBN สนใจแป้งมันสำปะหลังไทยอย่างยิ่ง และสนับสนุนการเชื่อมโยงผู้ส่งออกไทยกับผู้ซื้อรายสำคัญภายใต้เครือข่ายของ CFBN ส่วนการพบกับบริษัทระดับโลกในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนั้น บริษัทยืนยันว่า แป้งมันสำปะหลังไทยเป็นวัตถุดิบสำคัญในภาคการผลิตของสหรัฐฯ ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ราคาถูกกว่าแป้งมันฝรั่ง แป้งสาลี จึงนำเข้าแป้งมันไทยอย่างต่อเนื่อง และจะเพิ่มนำเข้าอีก
“การเยือนสหรัฐฯครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ช่วยเปิดโอกาสทางการค้าใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแป้งมันไทย ทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อว่า จะได้รับวัตถุดิบที่มีคุณภาพ รวมถึงลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว และสร้างเสถียรภาพราคามันสำปะหลังให้เกษตรกรไทย”
ในปี 68 สหรัฐฯนำเข้าแป้งมันสำปะหลังไทยเป็นอันดับ 1 ปริมาณ 143,793.52 ตัน สัดส่วน 46.55% ของปริมาณนำเข้าแป้งมันของสหรัฐฯ มูลค่า 3,434.47 ล้านบาท เป็นแป้งแปรรูป 51.92% และแป้งดิบ 48.08% ขณะที่อันดับ 2 ออสเตรเลีย สัดส่วน 8.48% และจีน อันดับ 3 สัดส่วน 8.11%
ส่วนช่วง 5 เดือน (ม.ค.–พ.ค.) ปีนี้ ส่งออกแป้งมันไปสหรัฐฯ 66,432 ตัน (แป้งแปรรูป 52.23% และแป้งดิบ 47.77%) มูลค่า 49.74 ล้านเหรียญ ปริมาณลด 3.1% แต่มูลค่าเพิ่ม 0.07% เทียบช่วงเดียวกันปี 68
นอกจากสหรัฐฯแล้ว “นางอารดา” กล่าวว่า กรมยังมุ่งหาตลาดอื่นๆด้วย โดยตลาดที่มีแผนเดินทางไปจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในช่วงที่เหลือของปีนี้ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เม็กซิโก
ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี 69 ได้จัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปขยายตลาดแล้ว 3 ครั้ง ได้แก่ ญี่ปุ่น วันที่ 24-27 ก.พ.69 โดยพบกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น เพื่อผลักดันการเพิ่มโควตานำเข้าแป้งมันสำปะหลังภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) รวมถึงพบผู้นำเข้า และผลักดันเข้าสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น อาหาร และพลาสติกชีวภาพได้สำเร็จ
“แม้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยราคาสูงกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 10% ผู้ซื้อบางรายชะลอการซื้อไปผลิตอาหารสัตว์ แต่มีบางรายที่ซื้อเพิ่ม เช่น บริษัท ZENNOH สั่งซื้อมันอัดเม็ด ช่วงเดือน มี.ค.–พ.ค.69 ถึง 900 ตัน กว่า 8.9 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าเพิ่ม 181% และ 206% ตามลำดับ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ฟาร์มนมรายใหญ่ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ทดลองนำมันอัดเม็ดไปผลิตอาหารสัตว์เช่นกัน”
ส่วนประเทศจีน วันที่ 7-10 เม.ย.69 จัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ณ นครฉงชิ่ง คาดการณ์มูลค่าสั่งซื้อใน 1 ปี กว่า 2,087 ล้านบาท และเยอรมนี วันที่ 9-15 พ.ค.69 โดยสามารถเปิดตลาดแป้งมันกับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ ส่วนผู้ผลิตเคมีภัณฑ์รายใหญ่ก็ขอตัวอย่างแป้งมันไทยไปทดลองกระบวนการทางเคมี
อย่างไรก็ตาม แม้กรมขยายตลาดส่งออกได้มากขึ้น แต่จากผลผลิตหัวมันสดที่ลดลงมาก โดยปีนี้คาดลดลงประมาณ 10% จากปีก่อน เพราะเกษตรกรลดพื้นที่เพาะปลูก เนื่องจากปีก่อนราคาต่ำ อีกทั้งการนำเข้าจากลาว และกัมพูชา ลดลงถึง 65% โดยกัมพูชานำเข้าไม่ได้เลย และราคามันสำปะหลังตลาดโลกสูงขึ้นมากนั้น
ส่งผลให้การส่งออกช่วง 5 เดือนแรกปี 69 ลดลงตาม โดยส่งออกได้ 2.29 ล้านตัน ลดลง 45.35% เทียบช่วงเดียวกันของปี 68 มูลค่า 1,058.55 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 22.91% แต่คาดว่าทั้งปีนี้จะส่งออกได้ตามเป้าหมาย 7 ล้านตัน จากปี 68 ที่ส่งออกได้ 8.25 ล้านตัน มูลค่า 2,888.26 ล้านเหรียญ
“มันสำปะหลังยังเป็นที่ต้องการของตลาด เห็นได้จากการจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดในหลายประเทศ ทั้งจีน ญี่ปุ่น เยอรมนี ผู้นำเข้าและผู้ใช้สนใจนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น อาหารคนและสัตว์ บรรจุภัณฑ์ การส่งออกปีนี้จึงน่าจะได้ตามเป้าหมาย แต่ถ้ามีผลผลิตมากขึ้น ก็จะส่งออกได้มากขึ้นแน่นอน”
“นางอารดา” กล่าวอีกว่า เพื่อให้ไทยยังคงเป็นแหล่งผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเกรดพรีเมียม และรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลังไทย กรมจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแล โดยมุ่งเน้นป้องกันการนำเข้ามันไร้คุณภาพจากเพื่อนบ้านที่จะกระทบต่อราคามันในประเทศ โดยออกมาตรการควบคุมการนำเข้าตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองและต้องปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ขึ้นทะเบียนผู้นำเข้า แจ้งข้อมูลการนำเข้าก่อนนำเข้า มีสถานที่เก็บมันนำเข้าแยกจากมันที่รับซื้อในประเทศ กำหนดจุดที่อนุญาตให้นำเข้าได้ 25 จุด มีเจ้าหน้าที่จากกรมประจำด่านนำเข้า ทั้งด่านศุลกากรช่องเม็ก อุบลราชธานี ด่านศุลกากรมุกดาหาร ด่านศุลกากรท่าลี่ เลย และด่านศุลกากรบึงกาฬ เป็นต้น
“ผลจากการคุมเข้มตรวจสอบนำเข้าตั้งแต่เดือน ธ.ค.68 ถึงปัจจุบัน ได้พักทะเบียนผู้นำเข้ามันไม่ได้มาตรฐานแล้ว 24 ครั้ง มาตรการนี้ทำให้ผู้นำเข้าต้องนำเข้ามันที่มีคุณภาพและราคาสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ราคามันสำปะหลังไทยทั้งระบบมีเสถียรภาพมากขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และสร้างความเชื่อมันให้ผู้ซื้อว่าไทยมีวัตถุดิบคุณภาพมาตรฐาน ตอบสนองต่อการนำเข้าได้ต่อไป” นางอารดากล่าวทิ้งท้าย.
ทีมเศรษฐกิจ
อ่านคอลัมน์ "สกู๊ปเศรษฐกิจ" ทั้งหมดที่นี่