
ได้ยินมาว่าเป็นที่ปลื้มใจกันทั้งตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล หลังภารกิจนำ “ทีมไทยแลนด์” บุกแดนมังกรของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย ไม่เพียงยกระดับความสัมพันธ์ไทย-จีน ในฐานะ “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน” ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ยังได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนจีนอย่างเป็นรูปธรรม
การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นภารกิจสำคัญที่นายกรัฐมนตรีได้เปิดภาพ “แม่ทัพเศรษฐกิจ” นำทีมไทยแลนด์บุก 3 เมืองเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง โดยผนึกกำลังคณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจและผู้บริหารระดับสูง (CEO) จากภาคเอกชนไทย 153 คน จาก 48 บริษัท ร่วมโรดโชว์และเจรจาธุรกิจครั้งประวัติศาสตร์
ผลลัพธ์จากการสวมบท “เซลส์แมนประเทศไทย” คือการปิดดีลลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ได้ถึง 15 ฉบับ ครอบคลุมการลงทุน การค้า การท่องเที่ยว และความร่วมมือด้านความมั่นคง สะท้อนว่าการขยับของทีมไทยแลนด์ครั้งนี้ ไม่ได้สร้างเพียงภาพลักษณ์ทางการทูต แต่กำลังต่อยอดเป็นเม็ดเงินลงทุน การจ้างงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะส่งต่อถึงประชาชนโดยตรง
ไฮไลต์สำคัญที่สะท้อนบทบาทผู้นำทัพเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน คือความสำเร็จในการเจรจาดึงเม็ดเงินลงทุนจากบิ๊กเทคจีนเข้าสู่ประเทศไทยมูลค่าสูงถึง 70,000 ล้านบาท เม็ดเงินก้อนนี้แบ่งเป็นการต่อยอดฐานการลงทุนเดิม 50,000 ล้านบาท และอัดฉีดเม็ดเงินใหม่เข้าประเทศอีกกว่า 20,000 ล้านบาท
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มทุนจีนหอบเงินมาลงทุน คือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกที่บีบให้ต้องย้ายฐานการผลิตมาอาเซียน และไทยก็พร้อมอ้าแขนรับโอกาสนี้ สะท้อนจากคำกล่าวของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ที่ร่วมในคณะระบุว่า “ทิศทางการลงทุนปัจจุบันเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ วันนี้โลกเปลี่ยน มีคลื่นการลงทุนลูกใหม่จากจีน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1980 ตอนนั้นเป็นคลื่นการลงทุนจากญี่ปุ่น คลื่นลูกใหม่วันนี้ คือ AI, พลังงานสะอาด, ดิจิทัล, อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบอัตโนมัติ”
ในระหว่างการเยือนจีน นายกฯอนุทินได้ใช้ยุทธศาสตร์การเจรจาแบบถึงลูกถึงคน (One-on-One Meeting) พบกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน ทั้งเสียวหมี่ คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และสมาร์ทดีไวซ์ที่มองประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียน, ฉางอัน ออโตโมบิล ผู้เลือกไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพวงมาลัยขวาแห่งแรกนอกประเทศจีน
รวมถึงอินโนไลท์ เทคโนโลยี ผู้ครองตลาด Optical Transceiver (ตัวรับส่งสัญญาณแสง) อันดับ 1 ของโลก ปัจจุบันลงทุนในไทยแล้วกว่า 35,800 ล้านบาท มีฐานผลิตในสระบุรีและอยุธยา จ้างงานคนไทยกว่า 12,000 คน ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มการจ้างงานเป็น 20,000 คน และเตรียมตั้งโรงงานแห่งที่ 3 ที่จังหวัดสระบุรี และอีออปโตลิงก์ เทคโนโลยี ผู้ผลิต Optical Transceiver อันดับ 2 ของโลก ลงทุนในชลบุรีและระยองไปกว่า 10,000 ล้านบาท จ้างงานคนไทยกว่า 9,000 คน มีแผนขยายกำลังการผลิตครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรม AI และ Cloud Data Center ทั่วโลก
ในการนี้ “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” มีโอกาสร่วมติดตามคณะตลอดทั้ง 5 วัน ได้สอบถามนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่นั่งร่วมในทุกวง ถึงเบื้องหลังการเจรจากับบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน
นายนฤตม์ ถ่ายทอดว่า “พลังของเบอร์ 1 คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้การตัดสินใจของนักลงทุนง่ายขึ้น การที่ผู้นำระดับเบอร์ 1 ของประเทศ มาเจอกับเบอร์ 1 ของบริษัทต่างชาติทำให้คำพูดมีน้ำหนักมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการขอให้บริษัทตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ตั้งสำนักงานใหญ่ (Headquarter) หรือชักชวนให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ CEO นำไปโน้มน้าวคณะกรรมการบริษัทให้ตัดสินใจลงทุนง่ายขึ้น”
นายนฤตม์ กล่าวว่า การที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาโรดโชว์ด้วยตัวเอง เป็นการส่งสัญญาณให้นักลงทุนทั่วโลกรับรู้ว่า ประเทศไทยมีความพร้อมและมีความมุ่งมั่นที่จะต้อนรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตัวอย่างที่สะท้อนชั้นเชิงการเจรจาของนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นระหว่างการหารือกับ เสียวหมี่ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีเป้าหมายบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดยุโรปเป็นที่แรก นายกฯ ได้แนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องไปตั้งโรงงานในยุโรป แต่สามารถใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต และใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป ในอนาคตเป็นประตูส่งออกแทน เป็นข้อเสนอที่ทำให้ผู้บริหารของบริษัทพึงพอใจเป็นอย่างมาก
ส่วนการหารือกับฉางอัน ออโตโมบิล ซึ่งตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นบริษัทรถยนต์อันดับ 4 ของโลก นายกฯ กล่าวว่า “ประเทศไทยขอให้คำมั่นว่าเราจะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ท่านได้เป็นเบอร์ 4 ของโลก” ประโยคดังกล่าวสร้างความประทับใจให้ผู้บริหารฉางอันเป็นอย่างมาก
ขณะที่การหารือกับอินโนไลท์ เทคโนโลยี นายกฯ ได้นำประสบการณ์จากการทำธุรกิจส่วนตัวมาแลกเปลี่ยนกับ CEO โดยแนะนำว่า เมื่อธุรกิจเติบโตถึงระดับหนึ่งต้อง “ให้เงินทำงานแทน” พร้อมชักชวนให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งทำให้ผู้บริหารเข้าใจและเห็นภาพได้ทันที
นายนฤตม์ กล่าวว่า จุดแข็งสำคัญของนายกรัฐมนตรี คือการมีพื้นฐานจากภาคธุรกิจและมีความรู้ด้านวิศวกรรม ทำให้สามารถพูดคุยกับบริษัทเทคโนโลยีได้อย่างลึกซึ้ง เข้าใจมิติการทำงาน และสามารถต่อยอดประเด็นทางธุรกิจได้ทันที
นอกจากนี้ แม่ทัพเศรษฐกิจของไทยยังนำทีมไทยแลนด์เยี่ยมชมนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์และการแสดงของหุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบให้มีโครงสร้างและรูปร่างคล้ายมนุษย์ของบริษัท AgiBot Innovation ที่ออกแบบและผลิต Humannoid อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย เยี่ยมชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมพร้อมหารือกับผู้บริหาร หัวเว่ย เพื่อขยายความร่วมมือด้าน AI และระบบคลาวด์ รวมถึงเยี่ยมชมอาลีบาบา กรุ๊ป เพื่อดึงนวัตกรรมมาช่วยผู้ประกอบการไทย
อาวุธลับที่นำมาใช้จูงใจนักลงทุนคือมาตรการ “Thailand FastPass” ที่บูรณาการ 8 หน่วยงานรัฐเข้าด้วยกัน หั่นเวลาการขออนุญาตลง 20-50% ขจัดปัญหาค่าน้ำร้อนน้ำชา ทำให้นักลงทุนตั้งโรงงานได้ไวขึ้น ซึ่งจะตามมาด้วยการสร้างงานคุณภาพสูงนับหมื่นตำแหน่งให้คนไทย
ทีมไทยแลนด์ยุคนี้ไม่ได้ต้องการแค่นายทุนที่มาตั้งโรงงานเอาแรงงานราคาถูก แต่รัฐบาลเปลี่ยนเกม โดยตั้งเป้าให้ไทยเป็น “พันธมิตร” ในห่วงโซ่การผลิตโลก สิ่งที่นายกฯ เรียกร้องจากทุนจีน คือการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงาน
อีกหนึ่งผลงานชิ้นโบแดงของ “แม่ทัพอนุทิน” คือการจัดการปัญหา “ทุนเทา” และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่กัดกินสังคมไทย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ระบุชัดว่า จากการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง ได้บรรลุข้อตกลงสำคัญในการจัดตั้งกรอบการหารือด้านความมั่นคงแบบ “2+2” เป็นเวทีหารือร่วมระหว่าง รมว.ต่างประเทศและ รมว.กลาโหมของไทยและจีน โดยฝ่ายจีนได้แสดงความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรก
ประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญและหยิบยกขึ้นหารือเป็นลำดับแรก คือการเร่งปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อประชาชนในหลายประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การปราบปรามการค้ามนุษย์ การสกัดกั้นเส้นทางการฟอกเงิน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
ไฮไลต์สำคัญคือการหยิบยกประเด็นการส่งมอบยุทธภัณฑ์และรถถังของจีนให้กัมพูชาขึ้นมาถามอย่างตรงไปตรงมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ชี้แจงว่า เข้าใจความกังวลของไทยและเคยชะลอการส่งมอบในช่วงที่มีข้อพิพาท แต่สุดท้ายจำเป็นต้องปฏิบัติตามสัญญาที่สั่งจองไว้ก่อนหน้า พร้อมให้คำมั่นว่า ยุทธภัณฑ์ดังกล่าวจะไม่ถูกใช้เพื่อสร้างความเสียหายต่อไทยอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ผู้นำจีนยังเสนอตัวเป็นคนกลางช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ขณะที่ฝ่ายไทยได้ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า ไทยไม่ได้แสวงหาความขัดแย้ง แต่มีความจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนอย่างถึงที่สุด
ผลสำเร็จของการนำ “ทีมไทยแลนด์” บุกแดนมังกรครั้งนี้ คือเครื่องพิสูจน์บทบาทแม่ทัพเศรษฐกิจของนายกฯอนุทิน แต่โจทย์ใหญ่หลังจากนี้คือการนำเอา MOU ทั้ง 15 ฉบับ มาทำเป็นแผนปฏิบัติการให้เห็นผลจริงตามกรอบเวลา หากทีมไทยแลนด์ทั้งภาครัฐและเอกชนเดินหน้าลุยต่อได้อย่างไร้รอยต่อ เม็ดเงินหลายหมื่นล้านจะถูกกระจายลงสู่กระเป๋าของพี่น้องประชาชน และพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน.
ทีมเศรษฐกิจ
อ่านคอลัมน์ "สกู๊ปเศรษฐกิจ" ทั้งหมดที่นี่