
กระทรวงการคลัง กับ สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แสดงความห่วงใยอย่างหนัก ว่า นักลงทุนที่เสนอขอรับการส่งเสริมเข้ามาลงทุนในธุรกิจ ดาต้าเซ็นเตอร์ จำนวนมาก อาจทำให้ประเทศไทยมีปัญหาด้านพลังงานไฟฟ้าสำรอง เพราะเป็นธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้ากันมโหฬาร
จึงจะปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การลงทุนใหม่ โดยให้ผู้ลงทุนต้องลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ของตน
หากรองรับไม่พอ รัฐบาลก็จำต้องใช้อัตราค่าไฟฟ้า ซึ่งสูงกว่าที่ขายให้ประชาชนคนไทย ไม่เช่นนั้นจะเกิดความไม่ยุติธรรม
พูดถึงเรื่องนี้ อันที่จริงนักลงทุนไทยอย่าง บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF ก็มีธุรกิจโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตราว 15,000 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการ ไปแล้ว 14,276 เมกะวัตต์ และยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 600 เมกะวัตต์ ยังไม่รวมโรงไฟฟ้าจากขยะ และพลังงานแสงอาทิตย์
โครงการเหล่านี้เป็นโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตพื้นฐาน ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานแก่ประเทศ และยังเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วย
โรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติของกัลฟ์ มีทั้งในประเทศและต่างประเทศตามลักษณะของการซื้อขายไฟฟ้า (PPA)
ปัจจุบัน กัลฟ์ยังจัดเป็นผู้ให้บริการพื้นฐานแบบครบวงจร โดยใช้โมเดลการเติบโตเช่นเดียวกับบริษัทชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ที่ใช้ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งเป็นฐาน ก่อนขยายธุรกิจสู่ธุรกิจดิจิทัลที่มีอัตราการเติบโต และมีผลตอบแทนสูงกว่าเดิม
นักวิเคราะห์ในตลาดหลักทรัพย์ยังมองว่าการประสานผลประโยชน์ไปยังธุรกิจใหม่ ตั้งแต่การพัฒนาธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โทรคมนาคม และธุรกิจ AI จะกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตในระยะยาว ซึ่งมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้เร็วที่สุด และเชื่อมโยงธุรกิจไฟฟ้ากับดาต้าเซ็นเตอร์เข้าด้วยกัน โดยกัลฟ์สามารถจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเอง
และหากสามารถเพิ่มสัดส่วนการถือครองโครงการมากขึ้น จะสามารถรับรู้ผลตอบแทนได้ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ ไปจนถึงความต้องการใช้กำลังการประมวลผลด้าน AI ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจได้มากกว่าการจำหน่ายไฟฟ้าอย่างเดียวด้วย
ในแผนการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2569) ยังเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้กัลฟ์ขยายการลงทุนด้านพลังงานเพิ่มเติม เพื่อรองรับการเติบโตในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว
เพราะฉะนั้นยิ่งมีดาต้าเซ็นเตอร์มาก ผู้ผลิตไฟฟ้าของไทยก็ยิ่งมีรายได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น
ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจก็ล้วนแต่สนับสนุนภาคธุรกิจเอกชนในประเทศตนให้เติบใหญ่อย่างแข็งแกร่ง และมั่นคงด้วยกันทั้งสิ้น ประเทศไทยเราก็น่าจะทำสิ่งนี้อย่างจริงจังบ้าง.
มิสไฟน์
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม