
สถิติความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ในไทยสูงถึง 115,300 ล้านบาทต่อปี ส่งผลให้ภาครัฐต้องยกระดับมาตรการป้องกันเชิงรุก
แม้ข่าวมิจฉาชีพจะบางตา แต่ยังมีคนไทยต้องสูญเงินให้มิจฉาชีพอีกเพียบ แค่เดือนเดียว (มิ.ย. 2569) มีมูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ 640 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีรายงานจาก Global Anti-Scam Alliance (GASA) ปี 2568 เผยว่าคนไทยสูญเสียเงินจากภัยทางการเงินถึง 115,300 ล้านบาทต่อปี
นี่ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ภาครัฐต้องรีบแก้ไขเพื่อลดผลกระทบต่อคนในประเทศ ว่าแต่ตอนนี้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “ทำ” อะไรไปแล้วบ้าง
ถ้าโอนเงินไปให้มิจฉาชีพแล้ว “ไม่ถึงชั่วโมง” เงินนี้อาจถูกโยกออกไปนอกประเทศแล้ว…เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นเราขอยกคำพูดของ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เจาะลึกไว้ว่า
“เงินที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพหลอกไปจากประชาชนนั้น แทบไม่เคยอยู่นิ่งในที่เดียว แต่จะถูกโยกย้ายต่อเนื่องหลายทอดเพื่อลบร่องรอย เริ่มจากโอนเข้าบัญชีธนาคารหนึ่ง แล้วโอนต่อไปยังอีกบัญชีหนึ่งอย่างรวดเร็ว จากนั้นแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อให้ตรวจสอบยากขึ้น บางส่วนนำไปซื้อทองคำเพราะซื้อขายง่ายและแปลงเป็นเงินสดคืนได้เร็ว และสุดท้ายมักไหลผ่านบริษัทที่จดทะเบียนไว้บังหน้า ก่อนจะออกนอกประเทศไป”เงินก้อนเดียวแต่โยกไปหลายที่ ย้ายไปหลายสินทรัพย์ ซึ่งปัญหาที่ทำให้การติดตามธุรกรรมการเงินต้องสงสัยยากขึ้น คือ ข้อมูลในระบบไม่เชื่อมโยงกัน
เมื่อไม่มีหน่วยงานไหนเห็นภาพรวมทั้งหมดว่า “เงินไหลไปทางไหน” มิจฉาชีพเลยใช้ช่องโหว่นี้โยกและหมุนเงินออกไป ล่าสุด ทางรัฐบาลเลยจับมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาออก 4 มาตรการเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด เช่น
ก่อนหน้านี้นอกจากมาตรการคุมเข้มการซื้อขายทองคำออนไลน์ ทางแบงก์ชาติยังมีมาตรการให้รายงานการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อลดธุรกรรมผิดปกติล่าสุดในเดือน ต.ค. 2569 นี้ ธปท. จะยกระดับมาตรการสกัดทุนเทาให้เข้มข้นขึ้นอีก โดยจะขยายไป “กรณีการฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท“ ต้องรายงานให้ครบและชัดเจน เช่น ที่มาของเงินสด, ต้องชี้แจงเหตุผลที่จะแลกเงินเป็นธนบัตรย่อย อย่างเงิน 10 ล้านบาทจะแลกเป็นแบงก์ 100 บาท หรือ แบงก์ 500 บาท ต้องระบุเหตุผลให้ชัดเจน เป็นต้น
ฝั่ง ก.ล.ต. หลังเจอปัญหาบัญชีม้าคริปโตฯ ที่พุ่งสูงขึ้น และข้อสงสัยเรื่องทุนเทามากขึ้น จึงสั่งเริ่มยกระดับกระบวนการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) และการตรวจสอบข้อเท็จจริง (CDD) ยิ่งถ้าเจอธุรกรรมต้องสงสัย ลูกค้าปฏิเสธการให้ข้อมูล หรือ ข้อมูลไม่เพียงพอ ผู้ให้บริการต้องปฏิเสธการให้บริการ
นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องร่วมรับผิดชอบ (Shared responsibility) หากละเลย หรือไม่ทำตามมาตรฐานที่กำหนดไว้อย่างครบถ้วนจนสร้างความเสียหายต่อลูกค้าและสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่คือ Travel Rule หรือมาตรฐานการติดตามเส้นทางการเงินของธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็น (Hearing) ไปเมื่อ 10 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา น่าจะเห็นความคืบหน้าเร็วๆ นี้
ส่วนเรื่องทุนเทา และ นอมินี ในตลาดทุน ก.ล.ต. เสนอให้ปรับนิยาม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ให้ครอบคลุมถึงบุคคลที่มีอำนาจควบคุมเหนือผู้ประกอบธุรกิจหรือหุ้นของผู้ประกอบธุรกิจ (เช่น เจ้าของเงินกู้รายใหญ่ที่ปล่อยให้กับบริษัท เป็นต้น) จากเดิมที่สั่งให้เปิดเผยกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีอิทธิพลในการกำหนดนโยบายและการจัดการ เพื่อให้ผู้ลงทุนตรวจสอบได้ว่าใครเป็นเจ้าของตัวจริง อยู่แล้ว
(หลังจากมีเคสสุภาพร พิมพงษ์ กรณีการยื่นแบบ 246-2 ยังต้องติดตามว่า ก.ล.ต. จะปรับเกณฑ์อื่นๆ อย่างไร)
การแก้ปัญหาเงินเทาอาจไม่สามารถแก้ได้ภายใน 1-2 ปี แต่นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนให้หน่วยงานผู้กำกับเริ่มมองเส้นทางการเงินทั้งระบบว่า การมีจุดบอดบางส่วน อาจสร้างผลกระทบได้ในวงกว้าง หลังจากนี้ยังมีอีกหลายความท้าทายให้ทุกฝ่ายต้องเร่งพัฒนาทั้งเพื่อรับมือปัญหา และป้องกันก่อนเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น
อ้างอิงข้อมูล ธปท., ก.ล.ต., กรมประชาสัมพันธ์, กระทรวงการคลัง
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney