
ผู้ผ่านเกณฑ์รับสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 มีจำนวน 9.51 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียน 18.82 ล้านราย โดยจะประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธาน ได้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้มีสิทธิรับสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 มีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านราย ไม่ผ่านเกณฑ์ 9.31 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียน 18.82 ล้านราย ลดลงจากการลงทะเบียนปี 2565 ที่มีผู้ผ่านเกณฑ์ 13.2 ล้านราย สะท้อนการยกระดับระบบคัดกรองผู้มีรายได้น้อยให้มีความแม่นยำมากขึ้น ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จากกว่า 50 หน่วยงาน
ทั้งนี้จะประกาศรายชื่อตั้งแต่เวลา 06.00 น.วันที่ 17 ก.ค.69 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐและหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) โดยผู้ที่ได้รับสิทธิรายใหม่จะต้องดำเนินการยืนยันตัวตนผ่านระบบ e-KYC ก่อนเริ่มใช้สิทธิ 1 ต.ค. เป็นต้นไป ขณะที่ผู้ได้รับสิทธิเดิมที่ผ่านเกณฑ์สามารถใช้สิทธิต่อเนื่องได้ทันที
สำหรับผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติสามารถยื่นขอทบทวนสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 17 - 31 ก.ค. 2569 ผ่าน 4 ช่องทางหลักข้างต้น โดยเมื่อยื่นขอทบทวนสิทธิแล้ว จะต้องติดต่อหน่วยตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องภายในวันที่ 16 ส.ค. และเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้ง โดยจะมีการประกาศผลการทบทวนสิทธิในวันที่ 21 ก.ย. 2569
นายวินิจ กล่าวต่อว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ลงทะเบียนไม่ผ่านการพิจารณา มาจากการเชื่อมโยงฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ละเอียดมากขึ้น ทั้งในด้านรายได้ ทรัพย์สิน และฐานะทางการเงิน โดยพบผู้ที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปีจากฐานข้อมูลภาษีและข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย แม้ไม่ได้ยื่นแบบเสียภาษี
นอกจากนี้ ยังพบผู้ที่เป็นกรรมการบริษัท หุ้นส่วนผู้จัดการ หรือถือครองหลักทรัพย์และตราสารหนี้เกินเกณฑ์จำนวนมาก อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้ที่ถือครองที่ดินเกิน 10 ไร่ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของกรมที่ดินที่เชื่อมโยงทั่วประเทศ รวมถึงตรวจพบพฤติกรรมทางการเงินที่สะท้อนศักยภาพทางเศรษฐกิจ เช่น การบริจาคเงินจำนวนมาก หรือการถือครองบัตรเครดิต นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่เสียชีวิตระหว่างการดำเนินโครงการ หรือมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นจนไม่มาลงทะเบียนในรอบใหม่
“การคัดกรองครั้งนี้ถือว่ามีความละเอียดและแม่นยำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยรัฐบาลไม่มีนโยบายลดจำนวนผู้ได้รับสิทธิ แต่ต้องการให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง"
ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ จะได้รับการดูแลผ่านมาตรการอื่นของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงมหาดไทย ทั้งการสนับสนุนเงินทุนประกอบอาชีพ การช่วยเหลือผู้สูงอายุ และผู้พิการ และจะได้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เพื่อบรรเทาค่าครองชีพในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งกระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ
นายวินิจ กล่าวย้ำว่า สำหรับเกณฑ์การพิจารณาในปี 2569 ยังคงกำหนดให้ผู้มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี แต่ปรับจากการใช้เกณฑ์รายได้ครัวเรือนมาเป็นรายได้รายบุคคล เพื่อสะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ลงทะเบียนได้ตรงข้อเท็จจริงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมสรรพากร โดยใช้ข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย ทำให้สามารถตรวจพบผู้ที่มีรายได้เกินเกณฑ์ แม้ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มหลักเกณฑ์ด้านฐานะทางการเงิน โดยผู้ที่เป็นกรรมการบริษัท หุ้นส่วนผู้จัดการ หรือถือครองหุ้น พันธบัตร และตราสารหนี้รวมเกิน 100,000 บาท จะไม่ผ่านคุณสมบัติการได้รับสิทธิ ซึ่งการคัดกรองครั้งนี้ รัฐบาลได้ผ่อนปรนบางเงื่อนไข ไม่นำข้อมูลการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะบิดามารดา และข้อมูลสินเชื่อภาคเกษตรมาพิจารณา เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้มีรายได้น้อยที่ยังมีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ
“การปรับปรุงระบบคัดกรองในครั้งนี้ ถือเป็นการปฏิรูประบบสวัสดิการของรัฐครั้งสำคัญ เพื่อให้การใช้งบประมาณตรงเป้าหมาย ลดการรั่วไหล และสร้างฐานข้อมูลผู้มีรายได้น้อยที่มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบัน รองรับการออกมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”