
ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย คาดการณ์ GDP ปี 2569 ของไทยมีโอกาสเติบโตเพียง 2% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการลงทุนภาคเอกชน
ประเทศไทยเจอปัญหาทั้งในและนอกประเทศ ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังไม่เติบโตนัก ยิ่งถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ GDP ไทยถือว่าโตชะลอลงมาก เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ไทยต้องเร่งแก้ในเรื่องอะไร
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า ประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ ช่วงที่ผ่านมาต่างใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ โดยมีหลายมาตรการคล้ายไทย เช่น ประชานิยม การดูแลคนรายได้น้อย การช่วยเหลือค่าครองชีพ ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้ GDP ยังขยายตัวขึ้น หลายประเทศเมื่อไม่มีปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง เมื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใส่เม็ดเงินเข้าไปก็ทำให้เกิดการใช้จ่าย เกิด Multiplier effect อย่างต่อเนื่อง หรืออย่างเวียดนาม, อินโดนีเซียที่มีประชากรวัยแรงงาน ก็ทำให้การใช้จ่ายเติบโตขึ้น
ทั้งนี้ แม้ไทยจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คล้ายกัน แต่ผลในด้าน GDP อาจไม่ได้เติบโตเท่ากับประเทศอื่นๆ สาเหตุเพราะไทยมีปัญหาเฉพาะตัว เช่น สังคมสูงวัย, หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และปัญหาเชิงโครงสร้างอีกหลายด้านทำให้ในอนาคต GDP ไทยยังไปถึง 3% ได้ยาก ถ้าไม่ออกมาตรการที่แก้ปัญหาได้ในระยะยาว
“นักเศรษฐศาสตร์มองภาพใน 3-5 ปีข้างหน้านี้ การเห็น GDP ไทยเกิน 2.5% ถือว่าดีแล้ว โอกาสจะได้เห็น 3% ถือว่ายากมาก ถ้าวันนี้ยังไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ให้กระจายตัวไปถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ประเด็นการเพิ่มแรงงานทักษะ เพิ่มการเติบโตของรายได้โดยเฉพาะภาคการเกษตร แก้ปัญหาสินเชื่อ SME ที่ติดลบมาหลายปี”
โจทย์ของไทยในวันนี้ ต้องมองในระยะยาวผ่าน 2 เรื่องคือ ปัญหาเชิงวัฏจักร เช่น การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ฯลฯ อีกเรื่องคือ ปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมสูงวัย ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ขาดทักษะ หนี้ครัวเรือนสูง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ แม้จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็อาจไม่ได้ช่วยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ดังนั้นนอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องเร่งแก้ปัญหาเหล่านี้และภาครัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น หารายได้ และลดการขาดดุลงบประมาณ รวมถึงสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนให้กระจายไปถึง SME มากขึ้นผ่านมาตรการระยะยาวต่างๆ
ขณะที่เศรษฐกิจไทยปี 2569 นี้ ทาง CIMBT คาดว่า GDP ปี 2569 มีโอกาสโตได้ 2% โดยแรงหนุนหลักมาจากการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งจะเติบโตได้ดีกว่า GDP แต่ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามในช่วงครึ่งปีหลังคือ ความไม่แน่นอนจากแม้ความขัดแย้งด้านพลังงาน รวมถึงสงครามการค้ารอบใหม่ ซึ่งต้องจับตาการใช้มาตรการ 301 ของสหรัฐฯที่เคยบังคับใช้กับจีน ที่อาจกลับมากดดันประเทศคู่ค้าและสร้างความผันผวนต่อบรรยากาศการค้าโลกอีกครั้ง อาจกระทบการส่งออกของไทยระยะต่อไปซึ่งต้องคอยติดตามผลดี-ผลเสียต่อไทยอีกครั้ง
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney