
ไฟไหม้ คานถล่ม ถนนยุบ และน้ำท่วม อาจเป็นคนละเหตุการณ์ แต่กำลังตั้งคำถามเดียวกันว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทย สร้าง "ความเชื่อมั่น" ให้ประชาชนได้แล้วหรือยัง
ไฟไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้คนไทยตั้งคำถามถึง "ความปลอดภัย" ของเมืองที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน
เพราะก่อนหน้านี้ไม่นาน เราเพิ่งเห็นทั้งข่าวเครนก่อสร้างถล่มบนพระราม 2 , ถนนยุบกลางเมือง และน้ำท่วมกรุงเทพฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่อยไปจนถึง อุบัติเหตุไม่คาดคิด จากการโดยสารรถสาธารณะ ที่แบบต้องลุ้นรายวัน
คำถามที่สังคมกำลังเผชิญ นอกจาก “ใครต้องรับผิดชอบ" แต่ยังหมายถึง ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เราพึ่งพากันทุกวัน และ Urban Resilience (ความพร้อมของเมืองต่อเหตุฉุกเฉิน) ยังน่าเชื่อถือมากพอหรือไม่
ที่น่าคิดกว่านั้น คือ คนไทยเองก็รู้ตัวดีว่าเรื่องนี้ไม่ปกติ และเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งแย่ แต่กำลังแย่ลงเรื่อยๆ
สอดคล้อง ผลการศึกษา Ipsos Global Infrastructure Index 2026 ร่วมกับ Global Infrastructure Investor Association (GIIA) ระบุว่า ความพึงพอใจด้านโครงสร้างพื้นฐานของคนไทยลดลง เมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งก่อน เช่นเดียวกับเม็กซิโกและอินโดนีเซีย
ขณะที่เพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันอย่างสิงคโปร์พอใจถึง 74% อินเดีย 69% อินโดนีเซีย 49% แต่ไทยอยู่ที่ 43% เท่านั้น
76% ของคนไทยเชื่อว่ารัฐ "ทำไม่พอ" กับความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน สูงเป็นอันดับ 2 จาก 29 ประเทศทั่วโลก เป็นรองแค่แอฟริกาใต้ ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งโลกอยู่ที่ 57%
และที่ชัดที่สุดคือเรื่องน้ำ 61% ของคนไทยเลือก "ระบบป้องกันน้ำท่วม" เป็นสิ่งที่อยากให้ลงทุนมากที่สุด สูงที่สุดใน 29 ประเทศที่สำรวจ มีแค่ 3 ประเทศในโลกที่ให้กันน้ำท่วมเป็นอันดับหนึ่ง คือไทย อินโดนีเซีย และบราซิล
แต่ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ 63% ของคนไทยเชื่อว่าโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ตอนนี้ ยังปรับตัวไม่พอสำหรับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในอนาคต พูดง่ายๆ คือคนไทยไม่ได้แค่ "อยากได้" ระบบกันน้ำท่วมที่ดีกว่านี้ แต่รู้ตัวอยู่แล้วว่า ของที่มีอยู่ตอนนี้เอาไม่อยู่แน่ ถ้าเจอเหตุการณ์ที่หนักกว่าเดิม
ที่น่าสนใจคือคนไทยไม่ได้หมดศรัทธาในระบบ ตรงกันข้าม คนไทยเชื่อว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะสร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจ (75%) และช่วยเรื่องโลกร้อนได้ (73%) สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกทั้งคู่ ยิ่งเชื่อมากเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกรอคำตอบนานเท่านั้น
ส่วนกรณีถนนยุบและคานถล่ม ก็ยิ่งตอกย้ำอีกเรื่องหนึ่งที่คนไทย 75% เห็นด้วย คือ การซ่อมของเก่าสำคัญพอๆ กับการสร้างของใหม่ คำถามคือ เรากำลังไล่สร้างโปรเจกต์ใหม่ จนละเลยการดูแลของเดิมที่ใช้กันอยู่ทุกวันหรือเปล่า
ส่วนไฟไหม้โรงเบียร์ ต่อให้ไม่ใช่ "โครงสร้างพื้นฐาน" ตามนิยามการสำรวจ แต่ก็สะท้อนคำถามเดียวกัน เมืองที่แน่นขนัดแบบนี้ และการออกแบบสถานที่ที่ไม่เหมาะสม ผิดระเบียบ รัฐไม่หมั่นตรวจสอบ เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ระบบรองรับพร้อมแค่ไหน
ในผลสำรวจ ยังพบว่า คนไทยไม่ได้ปฏิเสธการลงทุน 84% ยินดีให้เอกชนร่วมลงทุนถ้าทำให้ได้ของจริง สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แปลว่าคนไม่ได้ต้องการคำสัญญาใหม่ แค่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้
ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคานก่อสร้างถล่ม ถนนยุบ น้ำท่วม หรือเหตุเพลิงไหม้ในเมือง อาจมีสาเหตุแตกต่างกัน แต่กำลังชี้ไปยังโจทย์เดียวกัน คือ ประเทศไทยไม่ได้ต้องการแค่โครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชน "ไว้ใจได้"
การลงทุนในอนาคตจึงอาจต้องเปลี่ยนจากการวัดผลด้วยจำนวนโครงการหรือวงเงินงบประมาณ ไปสู่การวัดผลด้วย "ความปลอดภัย" "ความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน" และ "ความเชื่อมั่นของประชาชน"
หากต้องการเปลี่ยนกรุงเทพฯ จากเมืองที่ผู้คนต้องลุ้นกับเหตุไม่คาดคิด ไปสู่เมืองที่ปลอดภัยและน่าอยู่ การปฏิรูปอย่างน้อย 4 เรื่อง อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ได้แก่
ท้ายที่สุด บทเรียนจากไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ถนนยุบ คานถล่ม หรือเมืองที่จมน้ำทุกครั้งเมื่อฝนตก อาจไม่ได้เรียกร้องให้รัฐสร้างโครงการใหม่มากขึ้นเสมอไป แต่กำลังเรียกร้องให้ ทุกบาทของการลงทุน สร้าง "ความเชื่อมั่น" ให้ประชาชนกลับคืนมา เพราะผลตอบแทนที่สำคัญที่สุดของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อาจไม่ใช่ตัวเลข GDP แต่คือการทำให้ผู้คนออกจากบ้านในทุกเช้า โดยไม่ต้องรู้สึกว่า...วันนี้จะเกิดอะไรขึ้นอีกหรือเปล่า.
ที่มา : Ipsos ,กรมประชาสัมพันธ์ ,วสท.,กทม ,roadsafetythai ,ปภ
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney