คาใจ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

คาใจ

Date Time: 23 มิ.ย. 2569 04:11 น.

Summary

ภาคอุตสาหกรรมเหล็กไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากวิกฤติกำลังการผลิตเหล็กส่วนเกินของโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภูมิภาคอาเซียนเองกำลังกลายเป็นสมรภูมิแห่งใหม่ของอุตสาหกรรมเหล็ก ทั้งจากกระแสสินค้าทุ่มตลาดและการเคลื่อนย้ายฐานการผลิต

Latest

เจาะฐานะการเงินคนไทย...ใจเปราะบาง

ท่ามกลางคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันทางอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครผลิตได้มากกว่า หรือใครมีต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่าอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนสนามแข่งขันไปสู่เรื่องของมาตรฐาน คุณภาพ ความปลอดภัย ความโปร่งใส และความยั่งยืน

ประเทศใดที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชนได้ ประเทศนั้นย่อมมีแต้มต่อในการอยู่รอดบนเวทีเศรษฐกิจโลก

อุตสาหกรรมเหล็ก คือหนึ่งในภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ แม้โลกจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แต่เหล็กยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา ตั้งแต่บ้านเรือน อาคารสูง โรงพยาบาล โรงเรียน สะพาน ระบบสาธารณูปโภค ไปจนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคตอย่างอาคารสีเขียว โรงงานพลังงานสะอาด และศูนย์ข้อมูล AI ทุกชิ้นส่วนล้วนต้องอาศัยวัสดุที่มีคุณภาพและผ่านการควบคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมเหล็กไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากวิกฤติกำลังการผลิตเหล็กส่วนเกินของโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภูมิภาคอาเซียนเองกำลังกลายเป็นสมรภูมิแห่งใหม่ของอุตสาหกรรมเหล็ก ทั้งจากกระแสสินค้าทุ่มตลาดและการเคลื่อนย้ายฐานการผลิต

สำหรับประเทศไทย นี่คือจุดตัดสำคัญระหว่างการเลือกเดินตามเส้นทางต้นทุนต่ำ หรือการยกระดับสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพ ซึ่งเป็นเหตุผลที่กลุ่ม 10 สมาคมเหล็กออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐทบทวนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเหล็กจากเตาหลอมชนิดเหนี่ยวนำ หรือ Induction Furnace  (IF) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่หลายฝ่ายตั้งข้อกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดในการควบคุมคุณภาพน้ำเหล็กและองค์ประกอบทางเคมี

นายนาวา จันทนสุรคน แกนนำกลุ่ม 10 สมาคมเหล็ก และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ประเทศจีนได้ยกเลิกการใช้เตา IF มาตั้งแต่ปี 2560 เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการผลิตเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหกรรม รวมถึงองค์กรวิชาชีพด้านเหล็กและวิศวกรรมโครงสร้าง ต่างสะท้อนข้อกังวลในทิศทางเดียวกันว่ากระบวนการดังกล่าวมีข้อจำกัดในการควบคุมความสะอาดของเนื้อเหล็ก การกำจัดสิ่งเจือปน การรักษาคุณสมบัติทางกลให้สม่ำเสมอ รวมถึงความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับคุณภาพสินค้า

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเหล็กมีราคาถูกลงได้มากเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าวัสดุที่ใช้สร้างบ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้งานไปอีกหลายสิบปี มีความปลอดภัยเพียงพอ เพราะเมื่อความมั่นคงของชีวิตและทรัพย์สินเป็นเดิมพัน การลดมาตรฐานเพื่อแลกกับต้นทุนที่ต่ำกว่า อาจกลายเป็นราคาที่สังคมต้องจ่ายสูงกว่าหลายเท่าในอนาคต

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความโปร่งใสในการกำกับดูแล โดยเฉพาะกรณีของ Ladle Furnace ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็ก กลุ่มอุตสาหกรรมตั้งคำถามว่าหากโรงงานได้รับอนุญาตภายใต้เงื่อนไขว่าต้องมีระบบดังกล่าว เหตุใดบางแห่งที่ไม่มีเตา Ladle Furnace หรืออาจไม่ได้ใช้งานจริง จึงยังสามารถดำเนินกิจการได้ และภาครัฐมีระบบตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างไร

ข้อสงสัยเหล่านี้ไม่ควรถูกคลี่คลายด้วยเพียงคำชี้แจงจากผู้ประกอบการ แต่ควรตอบด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เปิดเผยต่อสาธารณะ และอยู่บนหลักธรรมาภิบาล เพราะในยุคที่ความน่าเชื่อถือเป็นทุนสำคัญของประเทศ ความโปร่งใสคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดต่อข้อครหาและความไม่ไว้วางใจ

ด้วยเหตุนี้ กลุ่ม 10 สมาคมเหล็ก จึงเรียกร้องให้กระทรวงอุตสาหกรรม 1.เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบย้อนกลับการผลิตและการสุ่มตรวจสินค้าเหล็กในท้องตลาด พร้อมเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะ 2.กำหนดแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กไทยไปสู่ระบบเตา Electric Arc Furnace (EAF) ภายในระยะเวลาเปลี่ยนผ่านไม่เกิน 3 ปี 3.ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในการเลือกใช้เหล็กให้เหมาะสมกับลักษณะงานก่อสร้าง รวมถึงปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ที่เกี่ยวข้อง โดยสังคมต้องเฝ้าระวังไม่ให้มีการฉวยโอกาสออกมาตรฐาน เพื่อ “ฟอกเทาเป็นขาว” เอื้อประโยชน์แก่โรงงาน IF และ 4.เพิ่มบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนมาตรฐานต่างๆให้รุนแรงยิ่งขึ้น

ในวันที่อุตสาหกรรมโลกกำลังเดินหน้าไปสู่ความยั่งยืน ประเทศไทยจึงต้องตัดสินใจว่าจะแข่งขันด้วยคุณค่าหรือแข่งขันด้วยความเสี่ยง เพราะมาตรฐานอุตสาหกรรมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผู้ผลิต แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของประชาชน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว

ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมต้องการอาจไม่ใช่คำยืนยันว่า “ทุกอย่าง ปลอดภัย” หากแต่เป็นระบบที่พิสูจน์ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าความปลอดภัยนั้นเกิดขึ้นจริง เพราะเรื่องของชีวิตผู้คนไม่ควรถูกนำมาแลกกับต้นทุนที่ถูกกว่า และมาตรฐานที่ดีไม่ควรถูกลดทอนจนกลายเป็นเพียงเครื่องมือในการเปลี่ยน “สีเทา” ให้ดูเหมือน “สีขาว”.

เจริญสุข ลิมป์บรรจงกิจ

คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ