
ไทยเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของเอเชีย
แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางใกล้จะจบลง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงปัญหาความมั่นคงทางพลังงาน เพราะกว่า 80-90% ของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวในเอเชียต้องผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งประเทศไทยก็เจอปัญหานี้เช่นกันและถือเป็นครั้งที่ 3 ที่เราต้องเจอกับความเสี่ยงวิกฤตพลังงาน ดังนั้นเพื่อก้าวข้ามปัญหาเหล่านี้ไทยถึงเวลาต้องเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดให้เร็วยิ่งขึ้น
จัสติน วู ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า พลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียนกลายเป็นกระแสหลักที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะสอดคล้องกับการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไปจนถึงความมั่นคงทางพลังงาน ทำให้หลายประเทศเลยตั้งเป้าการเป็น Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จากเทรนด์นี้ทำให้เกิดเม็ดเงินไหลเวียนมหาศาล
ในปี 2025 พบว่าการลงทุนด้านพลังงานสะอาดทั่วโลกอยู่ที่ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2005 ที่อยู่ราว 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่กว่า 80% ยังคงกระจุกตัวอยู่ในจีน สหภาพยุโรป และสหรัฐฯ แต่เชื่อว่าในระยะต่อไปเงินลงทุนเหล่านี้จะไหลเข้าสู่เอเชีย อาเซียน รวมถึงไทยมากขึ้น เพราะยังมีโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
ประเทศไทยตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2037 จะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดไว้ที่ 51% จากปัจจุบันที่อยู่ราว 5.7% ของพลังงานทั้งหมด ซึ่งมี 3 ปัจจัยสนับสนุนหลักให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เป้าหมายนี้ คือ
ในด้านความมั่นคงทางพลังงาน ประเทศไทยเจอกับปัญหานี้มาถึง 3 ครั้งในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ช่วงโควิด-19, สงครามรัสเซีย-ยูเครน จนถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งล่าสุด ถือเป็นจุดที่ทำให้หลายธุรกิจหันมาวางแผนเพื่อพัฒนาด้านพลังงานสะอาดมากขึ้น
ช่วงที่ผ่านมาทาง เอชเอสบีซี ได้รีวิวแผนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของลูกค้ากว่า 2,000 แผน ทำให้เข้าใจถึงความท้าทายและโอกาสของแต่ละอุตสาหกรรม โดยในประเทศไทยพบว่า องค์กรท้องถิ่นขนาดใหญ่ด้านพลังงาน เช่น Bgrim, PTT, Banpu, Gulf ต้องการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการสนับสนุนด้านเงินทุนทั้งเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ให้เติบโต และสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้รอบด้าน
ในด้านการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดมองว่า กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตหนัก เช่น ปูนซีเมนต์, เคมีภัณฑ์ ยังต้องเจอความท้าทายสูง เพราะเทคโนโลยียังมีข้อจำกัดทำให้การเปลี่ยนผ่านทำได้ช้า อุตสาหกรรมกลุ่มนี้จำเป็นต้องอาศัยกลไกการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง รวมถึงโซลูชันทางการเงินที่ยืดหยุ่น เพื่อประคองให้รอดพ้นในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่าน
เมื่อการเปลี่ยนผ่านของแต่ละบริษัทต้องทำในรูปแบบที่ต่างกัน เอชเอสบีซี เลยมีโซลูชันที่หลากหลาย เช่น การให้สินเชื่อ, เชื่อมโยงการลงทุน, การบริหารสภาพคล่อง, บริหารจัดการด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX), การหาพันธมิตร และ Supply Chain เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนไทยที่ต้องการขยายธุรกิจ รวมถึงนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการมาลงทุนไทยสามารถขยายธุรกิจได้ง่ายขึ้น
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney