กลุ่มเหล็กชงแผน 5 ปีกู้ความเชื่อมั่น ยกระดับสู่เหล็กสีเขียววางรากฐานใหม่อุตสาหกรรมก่อสร้าง

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

กลุ่มเหล็กชงแผน 5 ปีกู้ความเชื่อมั่น ยกระดับสู่เหล็กสีเขียววางรากฐานใหม่อุตสาหกรรมก่อสร้าง

Date Time: 17 มิ.ย. 2569 10:00 น.

Summary

อุตสาหกรรมเหล็กกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อปัญหาด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ มาตรฐานการผลิต รวมถึงข้อกังวลเรื่องธรรมาภิบาลและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชน

Latest

เปิดมุมมอง HSBC เม็ดเงินพลังงานสะอาด 2.3 ล้านล้านฯ ไทยจะดึงต่างชาติมาลงทุนได้ยังไง

นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และกรรมการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กเสนอให้รัฐบาลเร่งกำหนดแผนเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเหล็กเส้นก่อสร้างไทยอย่างเป็นระบบ ภายใต้กรอบเร่งด่วน 1 ปี แผนระยะกลาง 3 ปี และเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่เหล็กสีเขียวภายใน 5 ปี เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนและสร้างอนาคตใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเหล็กและอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย

ที่ผ่านมา ภาครัฐได้ส่งสัญญาณเชิงนโยบายอย่างชัดเจนในการผลักดันให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยก้าวสู่เทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมการผลิตด้วยระบบเตาหลอมไฟฟ้า หรือ Electric Arc Furnace (EAF) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสอดรับกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวในอนาคต

ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมกำหนดแนวทางการเลือกใช้เหล็กให้เหมาะสมกับลักษณะงานก่อสร้างแต่ละประเภท โดยเฉพาะอาคารสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในเรื่องความปลอดภัย รวมถึงมอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จัดทำคู่มือให้ความรู้เกี่ยวกับความแตกต่างของกระบวนการผลิตเหล็กระหว่างเตา IF และ EAF เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและปลอดภัย ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานสามารถแข่งขันและเติบโตได้

นอกจากนี้ สมอ.ยังเดินหน้ามาตรการ “กำหนด-กำกับ-กวดขัน” ด้วยการตรวจสอบโรงงานเหล็กเส้นทั่วประเทศอย่างเข้มงวด ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด พร้อมเร่งยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต โดยเพิ่มข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณภาพเศษเหล็ก การบังคับใช้กระบวนการเตาปรุงน้ำเหล็ก การตรวจสอบโครงสร้างทางโลหะวิทยา และการจำกัดกรรมวิธีเพิ่มความแข็งบางประเภท เพื่อยกระดับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทางการผลิต

สำหรับแผนเร่งด่วนในช่วง 1 ปีแรก กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กเสนอให้มีการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้น โดยกำหนดให้กระบวนการผลิตเหล็กเส้นสำหรับงานโครงสร้างหลักต้องผ่านกระบวนการเตาปรุงน้ำเหล็ก หรือ Ladle Furnace และแยกมาตรฐานเหล็กที่ผลิตด้วยระบบ EAF สำหรับงานโครงสร้างหลักออกจากเหล็กที่ผลิตด้วยระบบ IF สำหรับงานที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก พร้อมจัดทำคู่มือและข้อกำหนดการใช้งานที่ชัดเจน โดยให้มาตรฐานดังกล่าวเป็นมาตรการเปลี่ยนผ่านในช่วง 3 ปีแรก

ในส่วนของผู้ประกอบการที่ยังไม่มีระบบเตาปรุงน้ำเหล็ก กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนด้านการเงิน ทั้งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและ Green Loan เพื่อให้สามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตได้ภายในระยะเวลา 1 ปี ขณะที่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ผู้ประกอบการสามารถใช้เหล็กแท่งมาตรฐานจากระบบ EAF หรือ Basic Oxygen Furnace (BOF) จากตลาดทั้งในและต่างประเทศมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล็กเส้นคุณภาพได้

สำหรับแผนระยะกลาง 3 ปี เสนอให้รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโรงงานผลิตเหล็กเข้าสู่ระบบ EAF โดยคงกำลังการผลิตตามมาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายกำลังการผลิต พร้อมปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นในประเทศให้สอดรับกับเป้าหมายการยกระดับอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น    

ส่วนเป้าหมายระยะยาวในช่วง 5 ปี คือการผลักดันประเทศไทยสู่การผลิตเหล็กสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวในรูปแบบ Direct PPA รวมถึงการกำหนดมาตรการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบเศษเหล็ก ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตเหล็กด้วยเทคโนโลยี EAF

นายบัณฑูรย์กล่าวว่า แม้อาจมีข้อกังวลว่าเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่เหล็กสีเขียวภายใน 5 ปีเป็นระยะเวลาที่ท้าทาย แต่กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กเห็นว่าเป็นกรอบเวลาที่จำเป็นและสามารถดำเนินการได้จริง หากรัฐบาลกำหนดนโยบายและแผนปฏิบัติที่ชัดเจน เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในปัจจุบันไม่สามารถปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปได้    

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านจะไม่ประสบความสำเร็จ หากยังมีผู้ประกอบการบางส่วนได้รับประโยชน์จากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือหลีกเลี่ยงภาระด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ดังนั้นภาครัฐจำเป็นต้องบูรณาการการตรวจสอบร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมอ. และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเปิดเผยผลการตรวจสอบอย่างโปร่งใส และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อผู้กระทำผิด


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ