ไม่เชื่อ“ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน”จบจริง มองครึ่งปีหลังเงินเฟ้อพุ่ง-ธุรกิจไทยกระทบหนัก

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ไม่เชื่อ“ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน”จบจริง มองครึ่งปีหลังเงินเฟ้อพุ่ง-ธุรกิจไทยกระทบหนัก

Date Time: 17 มิ.ย. 2569 07:40 น.

Summary

นักวิชาการ-เอกชน“ไม่มั่นใจ” สงครามสงบ ยังไม่ปรับจีดีพี มองครึ่งปีหลังธุรกิจไทยกระทบหนัก เงินเฟ้อพุ่ง เงินตึง ดอกเบี้ยลดไม่ได้

Latest

แบงก์ชาติ “เอาอยู่”

“ศุภจี”มองด้านบวก เตรียมปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทย หากสหรัฐฯตกลงยุติสงครามกับอิหร่าน ชี้ดีกับการค้าการส่งออก ขณะที่นักวิชาการ-เอกชน ตบเท้า “ไม่มั่นใจ” ชี้ยังสงครามยังกลับมาประทุได้ทุกเมื่อ มองครึ่งปีหลังธุรกิจไทยกระทบหนัก เงินเฟ้อพุ่ง ดอกเบี้ยลดไม่ได้

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐฯเตรียมลงนามข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับอิหร่านว่า  เป็นเรื่องที่ดี ขณะที่เป้าการส่งออกไตรมาสแรกปี 2569 ก็ดีมาก ฉะนั้น คาดว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ถึงอย่างไรต้องติดตามดูสถานการณ์ก่อน ส่วนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซปัจจุบันยังเป็นเหมือนเดิมจึงต้องรอการเซ็นสัญญาสงบศึก หากมีการดำเนินการจริงๆ ก็น่าจะดีสำหรับพวกเราทุกคน เเต่ก็ต้องรอดูทิศทางหลังจากนี้อีกเพียง 1-2 วัน โดยทางกระทรวงพาณิชย์จะดูความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและมาตรการต่างๆ เพื่อสรุปอีกครั้ง

“ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.8% ขณะนี้จะต้องมีการทบทวน เพราะทั้งปี 69 เรามองจีดีพีอยู่ที่ 1.5- 2 % แต่เมื่อมีความชัดเจนการลงนามสันติภาพ ก็คาดว่าจีดีพีน่าจะดีขึ้น เพราะการส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะไม่ติดขัด ราคาพลังงา ก็น่าจะผ่อนคลายลง ทำให้เรามีกำลังซื้อที่ดีขึ้น มีการค้าขายที่ดีขึ้น”

ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  (สศช.) กล่าวว่า หลังจากสหรัฐฯ - อิหร่าน ลงนามสันติภาพว่าคงดีขึ้น แต่คิดว่าสถานการณ์ยังไม่แน่นอน ขอดูให้มีความชัดเจน เพราะที่ผ่านมาก็กลับไปกลับมา ส่วนจีดีพีของไทยดีดตัวสูงขึ้นหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า การปรับตัวของจีดีพีมีหลายปัจจัย ซึ่งอาจมีเรื่องเงินเฟ้อเข้ามาด้วย ฉะนั้น จึงขอประเมินสถานการณ์ก่อน

ขณะที่นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ  กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่า 2 ประเทศสามารถหาข้อยุติความขัดแย้ง และมีกำหนดลงนามร่วมกันในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ แต่ยังมีสัญญาณบางประการที่สะท้อนว่าทั้ง 2 ฝ่ายมีความเข้าใจต่อสถานะของข้อตกลงไม่ตรงกัน โดยสหรัฐฯ เรียกเอกสารข้อตกลงว่า “Deal” หมายถึงความตกลงร่วมกัน ชี้ให้เห็นว่า การเจรจาได้ประสบความสำเร็จและประกาศผลได้แล้ว แต่อิหร่านใช้ “MOU” หรือบันทึกความเข้าใจหมายถึงความเข้าใจร่วมกันของคู่สัญญา แสดงถึงการเห็นพ้องในหลักการเบื้องต้น  “ผมมองว่า ข้อตกลงนี้ ไม่ถือว่า เป็นสันติภาพถาวร เป็นเพียงการพักรบเชิงยุทธศาสตร์ หรือการลดระดับความขัดแย้งชั่วคราว และยังต้องเจรจาเพิ่มเติมภายใน 60 วันหลังการลงนาม ดังนั้น สงครามหรือความตึงเครียดในตะวันออกกลางจึงมีโอกาสกลับมาปะทุขึ้นได้อีกในอนาคต”

ขณะที่มุมมองของบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2 และทยอยฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง จากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ  แต่ยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน ของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ซึ่งกระทบต่อการส่งออกในช่วงที่เหลือ ทั้งนี้ แม้ความขัดแย้งอิหร่านจะได้ข้อยุติ แต่ราคาพลังงานโลกจะไม่ลดลงเร็วนัก ทำให้การส่งผ่านต้นทุนราคาผู้ผลิตยังคงมีต่อเนื่อง โดยจะเห็นเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวสูงสุดในไตรมาส 3-4 นี้ ขณะที่ ประเมินจีดีพีปีนี้จะโตได้ที่ 2% 

ด้านนายบุรินทร์ อดุลวัฒนะกรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าว่า การลงทุนในอุตสากรรม AI และดาต้า เซ็นเตอร์ จะสร้างแรงกดดันให้เกิดการแก่งแย่งแหล่งพลังงาน ทรัพยากร และเงินทุนในอนาคต ทั้งการแย่งกันในด้านเศรษฐกิจ และการก่อสงครามในพื้นที่จริง เห็นได้จากความพยายามควบคุมประเทศที่เป็นแหล่งพลังงาน และแร่หายากของสหรัฐฯ โดยการลงทุนในหมวดนี้จะอยู่ที่ 600,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีนี้ และเพิ่มเป็น 1 ล้านล้านเหรียญฯ ในปีต่อไป ดังนั้น เราจะเห็นราคาพลังงาน และทรัพยากรที่ใช้ในการอุตสาหกรรม AI สูงขึ้น สร้างผลกระทบให้เงินเฟ้อโลกสูงขึ้น ส่งผลให้ดอกเบี้ยทั่วโลกเป็นขาขึ้น ธนาคารกลางไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงได้ สร้างความตึงตัวให้ระบบการเงินโลก ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะคงดอกเบี้ยต่อไปถึงสิ้นปี 

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แม้มีสัญญาณบวก แต่ในช่วงครึ่งปีหลัง เราจะยังเห็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบภาคธุรกิจชัดเจนขึ้น ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) หดตัวเป็นปีที่ 4 ที่ -0.5% ขณะที่การท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 3 ยังลดลงต่อเนื่อง โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งปี แม้ยังมีโอกาสเพิ่มได้ แต่ยังต่ำกว่า 33 ล้านคนในปีก่อน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว สอดคล้องกับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจเดือน เม.ย.ที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี

 



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ