
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยถึงแผนการใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ว่า แม้สหรัฐฯและอิหร่านเตรียมลงนามสัญญาสันติภาพกันเร็วๆ นี้ แต่ในส่วนโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท ภายใต้พ.ร.บ.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ยืนยันว่ายังมีความจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เนื่องจากแหล่งผลิตน้ำมันทั่วโลกได้รับความเสียหายจากการสู้รบ ทำให้ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี หากไทยไม่เร่งปรับตัว และลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ที่มีสัดส่วนสูงมากในปัจจุบัน จะมีความเสี่ยงสูงหากเกิดวิกฤติซ้ำในอนาคต
“เราต้องการช่วยทั้งคน โดยลดค่าครองชีพด้านค่าไฟฟ้า และช่วยทั้งการเปลี่ยนผ่าน เช่น ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น และต้องแก้ปัญหาระยะยาว โดยลดพึ่งพานำเข้าพลังงานด้วย ส่วนการทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขณะนี้ปลัดกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลและตัวเลขให้ชัดเจน จึงจะยังไม่นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 16 มิ.ย.นี้”
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และประธานคณะกรรมการกลั่นกรองใช้จ่ายเงินกู้ ตามพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท กล่าวว่า คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ยังไม่ประชุมเพื่อพิจารณาโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพราะหลายหน่วยงาน กำลังจัดทำรายละเอียดโครงการ เช่น มหาดไทย อยู่ระหว่างจัดทำแผนให้สำนักงานราชการทั่วประเทศ ปรับเปลี่ยนการใช้ไฟฟ้า มาเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ต้องทำแผนมาเสนออย่างละเอียด ขณะที่กรมสรรพสามิต ก็ทำแผนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า, คมนาคม ต้องเสนอแผนเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะ เป็นรถไฟฟ้า เป็นต้น
“การใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์การกู้เงิน คือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หากเสนอมาไม่เกี่ยวข้อง ไม่ตรงวัตถุประสงค์ ก็ไม่สามารถอนุมัติได้ คาดว่า ภายในเดือนมิ.ย.69 จะเห็นความชัดเจนมากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านพลังงานจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้าปริมาณมาก หากเกิดวิกฤติสงคราม หรือวิกฤติอื่นๆ ในต่างประเทศ อาจมีปัญหาเรื่องการนำเข้า ขณะที่ไทยสำรองน้ำมันใช้ได้ราว 90 วัน ดังนั้น หากเร่งเปลี่ยนผ่านมาใช้พลังงานสะอาด จะช่วยให้ประเทศมีความมั่นคง ลดความเสี่ยงจากวิกฤติพลังงานในอนาคต เพราะเหตุการณ์ต่างๆ มีความไม่แน่นอนสูงมาก
ส่วนนางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ปัจจุบัน สภาพคล่องในระบบการเงินไทยยังอยู่ในระดับสูง และเพียงพอ รองรับการระดมทุนของภาครัฐได้อย่างไร้กังวล ซึ่ง สบน.ได้ผสมผสานเครื่องมือทางการเงินในการกู้เพื่อให้ต้นทุนถูกที่สุด สำหรับการกู้เงินตามพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ได้กู้รอบแรกเมื่อปลายเดือนพ.ค.69 ซึ่งได้กู้ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ 1.ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (พี/เอ็น) และ 2.ทำสัญญากู้ยืมเงินกับสถาบันการเงิน (เทิร์ม โลน) เพื่อช่วยให้รัฐบาลบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเพียง 1% กว่าๆ
ทั้งนี้ แม้กรอบวงเงินที่ใช้ในโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส มากกว่า 100,000 ล้านบาท แต่ยืนยันว่าจะไม่กู้เงินทั้งก้อนในคราวเดียว เพราะรูปแบบโครงการเป็นการทยอยจ่ายเงิน เป็นเวลานาน 4 เดือน ดังนั้น สบน.จะทยอยกู้ทีละเดือนๆ ละ 30,000-40,000 ล้านบาท เพื่อไม่ให้เงินกองค้างไว้ในบัญชีโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เกินความจำเป็น ส่วนแผนการกู้เงินในเดือนถัดๆ ไปอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ โดยพิจารณาปัจจัยร่วม 2 ประการ คือ มีโครงการช่วยเหลือใหม่ๆ ที่ได้รับการอนุมัติเพิ่มเติมจากครม. และต้องประเมินวงเงินจริงที่ประชาชนใช้สิทธิ์ในแต่ละเดือน เพราะสิทธิ์ที่ใช้ไม่หมดในแต่ละเดือนจะไม่สามารถนำไปทบในเดือนถัดไปได้