
กรมโรงงานอุตสาหกรรมไฟเขียว "ซิน เคอหยวน สตีล" กลับมาดำเนินกิจการ ยันทำตามขั้นตอนกฎหมาย ขณะที่ 10 สมาคมเหล็กยื่นหนังสือจี้ "วราวุธ" เคลียร์ปม มอก. และช่องว่างทางเทคนิคเตาหลอมไฟฟ้า
สัปดาห์ที่ผ่านมาอาจกล่าวได้ว่า เกิด “จังหวะนรก” ที่กระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา น.ส.อารยา ไสลเพชร รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)ได้จดปากกาเซ็นอนุญาตให้ “บริษัทซิน เคอหยวน สตีล จำกัด” หรือ SKY กลับมาเปิดกิจการได้อีกครั้งหนึ่ง
โดยบริษัทได้ดำเนินกิจการผลิตเหล็กเส้น เหล็กรูปพรรณ มีโรงงานตั้งอยู่ที่เขตประกอบการ อุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง อ.บ้านค่าย จังหวัดระยอง หลังถูกสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงานชั่วคราว และปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อปลายปี 2567 จากเหตุเพลิงไหม้ และมีการสุ่มผลิตภัณฑ์เหล็กของบริษัทไปตรวจสอบที่ห้องแล็บที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ให้การรับรอง พบว่าผลิตภัณฑ์เหล็กของบริษัทในลอตดังกล่าว มีคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)
หลังจากมีการอนุญาตให้บริษัทกลับมาเปิดกิจการได้เกิดความสงสัยต่อประชาชน โดยเฉพาะ 10 สมาคมเหล็ก อาทิ สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนเย็นไทย สมาคมการค้า ผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี ได้ร้องเรียนไปยังนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรมเพื่อขอคำชี้แจง ในประเด็นว่า เหตุใดกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่เปิดเผยเหตุผลและรายละเอียดของการอนุญาตดังกล่าวต่อสาธารณชนตั้งแต่ต้น
โดยเฉพาะประเด็นสำคัญๆ อาทิ การปฏิบัติตามเงื่อนไขและมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ครบถ้วน เช่น เงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการขยายกำลังการผลิต การติดตั้งเครื่องจักรระบบควบคุมมลพิษ และมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือการปฏิบัติตาม มอก. และข้อกำหนดทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง จึงต้องการให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการอนุญาต การกำกับดูแล การตรวจประเมิน การรับรองมาตรฐาน มอก. โดยเฉพาะเหล็กเส้นที่ผลิตจากเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้าหรือเตาเหลอม (IF) เป็นต้น
ส่งผลให้เมื่อเช้าวันที่ 8 มิ.ย.ก่อนนายวราวุธ จะขึ้นเครื่องบินร่วมกับคณะนายกรัฐมนตรีไปเยือนประเทศเวียดนาม ได้สั่งการด่วนให้ผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งโต๊ะแถลงข่าวด่วนในวันที่ 9 มิ.ย.
โดย น.ส.อารยา ไสลเพชร รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ออกมาชี้แจงว่าการอนุญาตดังกล่าวถูกต้องตามขั้นตอน หลังโรงงานหยุดกิจการตั้งแต่ปลายปี 2567 เพื่อปรับปรุงตามคำสั่งหลังเพลิงไหม้เมื่อเดือน ธ.ค.2567 ก่อนได้รับอนุญาตให้ทดลองเดินเครื่องจักรเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2568 กรอ.ได้เข้าตรวจวัดค่าฝุ่นละอองในปล่องระบาย พบค่าที่ 5.7 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ยังเกินกว่าค่ามาตรฐาน ที่กำหนดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จึงสั่งให้หยุดทดลองเดินเครื่อง
จากนั้น บริษัทได้ปรับปรุงระบบรวบรวมและบำบัดมลพิษอากาศ และขอทดลองเดินเครื่องอีกครั้งเมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา กรอ.ได้เก็บตัวอย่างอากาศมาตรวจสอบ พบว่าค่ามลพิษทางอากาศ เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงอุตสาหกรรม จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 39 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติ กรมโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ.2535 มีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทประกอบกิจการโรงงานต่อไปได้ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย
ประเด็นสำคัญ คือ ประชาชนยังสงสัยว่าในข้อเท็จจริง มอก. เหล็กเส้นจากทุกๆโรงงานต้องผลิตจากเตาหลอมและมีการทำน้ำเหล็ก ให้บริสุทธิ์ด้วยเตาปรุงตามขั้นตอน หรือผลิตจากเตาหลอมและมีการทำน้ำเหล็กให้บริสุทธิ์ด้วยเตาหลอมเพียงอย่างเดียว เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นลักลั่นทางกฎหมายของ สมอ. เพราะในกฎหมายของ สมอ.ในเรื่องดังกล่าว ได้กำหนดไว้ว่า หากโรงงานใดมีการทำน้ำเหล็กให้บริสุทธิ์ โดยเติมสารเคมีคุณภาพสูงลงไปในเตาหลอมโดยไม่มีเตาปรุง และผลิตภัณฑ์ลอตนั้นๆผ่านมาตรฐาน มอก. ก็ต้องถือว่าได้มาตรฐาน
ล่าสุดซิน เคอหยวน ได้ออกแถลงการณ์ว่า การพิจารณามาตรฐานเหล็กตามกฎหมายไทย อาศัยผลทดสอบ มอก. ไม่ใช่พิจารณาจากชนิดเตาหลอม หรืออุปกรณ์การผลิตเพียงอย่างเดียว และกฎหมายไทยไม่ได้กำหนดให้โรงงานที่ใช้เทคโนโลยีเตา IF ทุกแห่ง ต้องมีเตาปรุงน้ำเหล็ก LF (Ladle Furnace) เป็นเงื่อนไขดำเนินกิจการ โดย IF เป็นเทคโนโลยีที่ใช้แพร่หลายทั่วโลกมานาน ทั้งการผลิตเหล็กก่อสร้าง เหล็กกล้าไร้สนิม เหล็กสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นต้น
ขณะที่สัปดาห์ที่ผ่านมา นายวราวุธได้สั่งการด่วนให้ สมอ.ไปแก้ไขให้ทุกๆโรงงานผลิตเหล็กเส้นต้องมีเตาหลอมและเตาปรุง และแก้ไขให้มีการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นต้องผลิตผ่านกระบวนการเตาหลอม และมีการทำน้ำเหล็กให้บริสุทธิ์ด้วยเตาปรุง จึงจะได้รับตรา มอก. เมื่อขั้นตอนของ สมอ.เสร็จ ก็จะออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้มีผลบังคับใช้
หากกระทรวงอุตสาหกรรมซื้อเวลาลากยาว ไม่สามารถเคลียร์คัต ตัดจบ ทำความกระจ่างให้สาธารณชนได้ในเวลาอันรวดเร็ว
คนทั้งประเทศอาจได้เห็นฟ้าผ่ากลางฤดูฝนที่กระทรวงอุตสาหกรรม!!!!
เกรียงไกร พันธุ์เพ็ชร
คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม