
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือนพ.ค.69 ที่สำรวจจากภาคธุรกิจว่า ดัชนีปรับตัวลดลงจากระดับ 42.2 ในเดือนเม.ย.69 มาอยู่ที่ 41.7 เป็นการลดลง 3 เดือนติดต่อกัน เพราะภาคธุรกิจยังกังวลภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ที่ยืดเยื้อ, ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 40.70 บาทต่อลิตร, ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น รวมทั้งปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจทุกรายการปรับลดลง ทั้งความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ การบริโภค การลงทุน การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน โดยดัชนีการจ้างงาน ปรับลดลงมากที่สุด
“ดัชนีการจ้างงาน ที่ลดลงมากที่สุด ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจยังกังวลเรื่องการจ้างงาน เริ่มชะลอการจ้างงาน และเริ่มการปลดพนักงานแล้ว เพราะปัญหาปัจจัยต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน เพื่อประคองต้นทุนของธุรกิจให้อยู่ต่อไปได้ พร้อมกับขอให้ภาครัฐเร่งช่วยเหลือ โดยเฉพาะหาแนวทางรับมือวิกฤติพลังงาน โดยตรึงราคาดีเซลและแก๊สหุงต้มต่อเนื่อง เพื่อลดต้นทุนภาคขนส่งมวลชนและขนส่งสินค้า, เตรียมความพร้อมระบบชลประทานรองรับภัยแล้ง, ออกมาตรการแก้หนี้ โดยขยายหรือสานต่อโครงการปรับโครงสร้างหนี้ พักชำระหนี้ หรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย”
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ค.69 นั้น ปรับตัวลดลงจากระดับ 50.6 ในเดือนเม.ย.69 มาอยู่ที่ ระดับ 49.5 ต่ำสุดในรอบ 42 เดือน หรือ 3 ปีครึ่ง นับตั้งแต่เดือน ธ.ค.65 เพราะผู้บริโภคกังวลสงครามสหรัฐฯ -อิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และค่าครองชีพ โดยการสำรวจครั้งนี้ มาตรการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ยังไม่มีผลบังคับใช้
“ขณะนี้เศรษฐกิจไทย ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่ยังมีการเติบโตเป็นรูปตัว K การฟื้นตัวยังกระจายไม่ทั่วถึง เชื่อว่า หลังจากนี้จะเริ่มฟื้นตัวไปจนถึงสิ้นปี คาดว่า ทั้งปีนี้เศรษฐกิจไทยจะโตได้ 1.6-2% และมีโอกาสโตเกิน 2% ต้องรอดูผลบวกจากไทยช่วยไทยพลัสว่าจะช่วยกระตุกเศรษฐกิจได้แค่ไหน รวมไปถึงสงครามว่าจะยืดเยื้อรุนแรงหรือไม่”
ด้านนายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีที่ผู้เลี้ยงสุกรแจ้งปรับขึ้นราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มกิโลกรัม (กก.) ละ 4 บาทเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การปรับขึ้นราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มมาอยู่ที่กก.ละ 62 - 68 บาท ถือว่า ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตเฉลี่ยที่กก.ละ 68.57 บาท ขณะที่ราคาจำหน่ายปลีกเนื้อหมูแดงเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ กก. 128.31 บาท ซึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการที่ผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีสินค้าเพียงพอรองรับความต้องการบริโภคของประชาชน
ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์การผลิตและภาวะการค้าสุกร ทั้งในระดับฟาร์ม ค้าส่งและค้าปลีกอย่างใกล้ชิด พร้อมหารือร่วมกับกรมปศุสัตว์ และองค์กรผู้เลี้ยงสุกรอย่างต่อเนื่อง พบว่า ปริมาณหมูที่ออกสู่ตลาดอยู่ที่วันละ 62,300 ตัว ขณะที่ความต้องการบริโภคเฉลี่ยวันละ 56,000 ตัว สะท้อนให้เห็นว่าปริมาณหมูยังมีเพียงพอต่อการบริโภค มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการบริโภค จึงไม่เกิดภาวะขาดแคลนแต่อย่างใด
นอกจากนี้ กรมยังได้ใช้กลไกการจัดงานธงฟ้าและกิจกรรมเชื่อมโยงตลาดในบางพื้นที่ เป็นเครื่องมือเสริมในการบริหารจัดการผลผลิต โดยประสานความร่วมมือกับผู้เลี้ยงและผู้ประกอบการนำเนื้อหมูมาจำหน่ายถึงผู้บริโภค เพิ่มช่องทางการตลาด และเร่งการกระจายสินค้าในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก และพยายามรักษาสมดุลการผลิตและบริโภค โดยไม่ได้แทรกแซงกลไกราคาตลาด แต่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าให้สมดุล
“กรมได้ดูแลและติดตามสถานการณ์ราคาเนื้อหมูอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด โดยหารือร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการทั้งด้านต้นทุนและราคาปลายทางให้เกิดความเหมาะสม และเป็นธรรม รวมถึงดูแลไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสปรับราคาสินค้าเกินสมควร หากประชาชนพบผู้ค้ารายใดมีพฤติกรรมจำหน่ายเนื้อหมู หรือสินค้าปศุสัตว์อื่นในราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมโทร. 1569 หากตรวจพบการกระทำความผิด จะมีโทษตามมาตรา 29 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ”