
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานสหกรุ๊ป เปิดเผยภายหลังการแถลงข่าวการจัดงาน “สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30” ว่าเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในหลายภูมิภาค ทั้งตะวันออกกลางและสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นกำลังซื้อของผู้บริโภค ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสารเคมีและพลาสติกที่เป็นต้นทุนสำคัญของภาคการผลิต
ผลกระทบดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการทั่วโลกต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก ไทยยังถือว่ามีจุดแข็งสำคัญจากการวางตัวเป็นกลางทางการเมืองระหว่างประเทศ และมีทำเลที่ตั้งซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ยังมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ
สำหรับกระแสที่มีการเปรียบเทียบว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าเวียดนามหรืออินโดนีเซียนั้น นายบุณยสิทธิ์มองว่าต้องพิจารณาจากฐานเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าย่อมมีโอกาสเติบโตในอัตราที่สูงกว่าได้ง่ายกว่า แต่หากพิจารณาในด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ระบบการเงิน โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพของภาคธุรกิจ ไทยยังคงมีความแข็งแกร่งในหลายด้าน แม้จะยอมรับว่าเวียดนามมีพัฒนาการด้านอุตสาหกรรมที่รวดเร็วและน่าจับตา
นายบุณยสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นจากรัฐบาลมากที่สุดในเวลานี้ คือการเร่งเดินหน้าลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน และโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับระบบโลจิสติกส์ การขนส่ง และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของประเทศ
“หากไทยไม่เร่งดำเนินการ อาจสูญเสียโอกาสให้ประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เพราะนักลงทุนไม่ได้รอเรา ประเทศที่มีความพร้อมและตัดสินใจเร็วกว่า ย่อมได้เปรียบในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน”นาย นายบุณยสิทธิ์กล่าวและว่า โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ไม่ใช่เพียงการก่อสร้างถนน รถไฟ หรือท่าเรือเท่านั้น แต่เป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างเมืองใหม่ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งยังช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และช่วยแก้ปัญหาการจ้างงานได้อีกทางหนึ่ง
นายบุณยสิทธิ์กล่าวด้วยว่า ตัวอย่างในอดีตหลายโครงการสำคัญของประเทศเคยถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นสนามบินสุวรรณภูมิหรือระบบทางด่วน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพิสูจน์ให้เห็นถึงประโยชน์มหาศาลที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย ดังนั้นโครงการใหม่ ๆ ควรถูกพิจารณาบนพื้นฐานของผลประโยชน์ระยะยาวมากกว่ามุมมองระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำว่าการลงทุนทุกโครงการต้องอยู่บนหลักธรรมาภิบาล มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายภายในประเทศนั้น มองว่าสามารถช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อมาตรการสิ้นสุดลง เศรษฐกิจก็มักกลับเข้าสู่ภาวะเดิม แตกต่างจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
สำหรับการทำงานของรัฐบาล นายบุณยสิทธิ์ให้คะแนนประมาณ 6 เต็ม 10 หรืออาจมากกว่านั้นเล็กน้อย โดยเห็นว่ารัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้ไม่นาน แต่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความขยันในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังอยากเห็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่รวดเร็วและชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีผลต่ออนาคตประเทศ
ด้านสถานการณ์ต้นทุนสินค้า ยอมรับว่าภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่อยู่ในระดับสูง เครือสหพัฒน์พยายามตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุดเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่หากต้นทุนปรับเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถรองรับได้ ก็จำเป็นต้องปรับราคาตามกลไกตลาดเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
ส่วนค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวในระดับ 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าอยู่ในระดับที่เอื้อต่อภาคการส่งออก แต่หากอ่อนค่ามาอยู่ใกล้ระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยได้มากขึ้น
สำหรับทิศทางการลงทุนจากต่างประเทศ นายบุณยสิทธิ์มองว่า ญี่ปุ่นยังคงเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย แม้การลงทุนใหม่จะมีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่จีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในไทยและอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี ดิจิทัล และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต
ขณะเดียวกัน เครือสหพัฒน์ยังเดินหน้าปรับองค์กรเข้าสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการนำเทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งด้านอีคอมเมิร์ซ การวิเคราะห์ข้อมูล และการบริหารจัดการองค์กร โดยยืนยันว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่แรงงาน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจ
“AI ไม่ได้มาแทนคน แต่ช่วยให้คนทำงานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่ปรับตัวได้จะมีโอกาสมากขึ้น ส่วนคนที่ไม่ปรับตัวอาจเผชิญความยากลำบากในอนาคต”
เมื่อประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ นายบุณยสิทธิ์เปรียบเทียบว่า หากปีที่แล้วเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือน “รถสามล้อ” ปีนี้อาจกลายเป็น “รถซาเล้ง” ที่ผู้ประกอบการต้องออกแรงมากขึ้นกว่าเดิม แต่หากสามารถปรับตัวได้เร็ว ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เปรียบเสมือนการเปลี่ยนเป็น “ซาเล้งไฟฟ้า” ก็จะสามารถแข่งขันและเติบโตได้ดีกว่าคู่แข่งในอนาคต
ทั้งนี้ เครือสหพัฒน์ยังคงเดินหน้าจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านการจำหน่ายสินค้าในราคาพิเศษ พร้อมนำเสนอสินค้า นวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของกลุ่มบริษัท โดยคาดว่าบรรยากาศการจับจ่ายในปีนี้จะคึกคักกว่าปีก่อน จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ขณะเดียวกันนายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และประธานจัดงานสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส แถลงข่าวเครือสหพัฒน์เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง เตรียมจัดงาน “สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30” ฉลอง 3 ทศวรรษ ยกระดับเป็นมหกรรมการค้าและบันเทิงครบวงจร รวมสินค้า 1,000 รายการจาก 100 บริษัท พร้อมโปรแรง-นวัตกรรมใหม่ ดึงผู้บริโภคทุกเจเนอเรชันไฮไลต์เปิดโซนร้านอาหารญี่ปุ่น พร้อมคอนเสิร์ต-แฟชั่นโชว์ จัดเต็ม 4 วัน และปิดดีล MOU กว่า 20 ฉบับ ขยายโอกาสเศรษฐกิจหลายอุตสาหกรรม กำหนดจัด 25–28 มิ.ย. ที่ไบเทค บางนา