
หลังจากทำงานตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาครบ 8 เดือน ภายใต้เศรษฐกิจไทยที่เปราะบางจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.ยังคงยืนยันพันธกิจหลักของ ธปท.ว่า คือการดูแลเงินเฟ้อไม่ให้กระทบการขยายตัวและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ธปท.อยู่ระหว่างการจับตา และเตรียมมาตรการทางการเงินเพื่อรับมือหนี้เสียที่อาจจะเร่งตัวเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า รวมทั้งเดินหน้าใช้มาตรการเฉพาะจุดดูแลให้ระบบการเงินไทยไม่เป็นทางผ่านของการทุจริต และการกำกับให้การปล่อยสินเชื่อเข้าถึงเอสเอ็มอี และคนชายขอบ แต่ต้องไม่เร่งให้คนไทยก่อหนี้เกินตัว
ทั้งนี้ นายวิทัย กล่าวในงาน GovernorConnect ผู้ว่าการพบสื่อมวลชน วันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ผลกระทบจากสงครามอิหร่านส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยชัดเจน ทำให้ช่วงก่อนการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานฯ วงเงิน 400,000 ล้านบาท ธปท.ได้ปรับลดประมาณการการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2569 จากเดิมที่คาดไว้ 2.2% เหลือ 1.5%แต่การประเมินล่าสุดจากผลของการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล คาดว่า จะช่วยให้จีดีพีของไทยกลับมาขยายตัวได้ที่ 2%
“หากมองเจาะลงไปการขยายตัวเพิ่มขึ้น 2% ตัวขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคประมาณ 1.5% โดยเฉพาะ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่เข้ามาช่วยการบริโภคใน 4 เดือน ตั้งแต่ มิ.ย.-ก.ย. ทำให้จีดีพีไตรมาส 3 จากเดิมที่คาดว่าจะโต 1.9% เพิ่มขึ้นเป็น 3.2% แต่ทั้งนี้ ธปท.คาดว่า จีดีพีในปีหน้าจะชะลอตัวลง โดยจะขยายตัว 1.7%”
.มองข้ามเงินเฟ้อ-คงดอกเบี้ยยาวสิ้นปี
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อถึงอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากผลกระทบของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นว่า จะได้รับผลเพิ่มเติมจากมาตรการรัฐไม่มาก โดยก่อนออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ธปท.คาดว่าเงินเฟ้อปีนี้จะขึ้นไปอยู่ที่ 2.9% อยู่แล้ว และหลังจากการออก พ.ร.ก.คาดว่าจะทำให้เพิ่มขึ้นอีก 0.1% เป็น 3% แต่ที่เห็นชัดคือ เงินเฟ้อรายเดือนที่จะสูงเกิน 5% หรือ 5.2%ในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ และจะค่อยๆ ลดลงและเข้่าสู่กรอบเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ปี 2570
“หากช่วงต่อไปเห็นเงินเฟ้อสูงขึ้นเกิน 5% ก็ขอให้เข้าใจว่า เรื่องนี้อยู่ในการคาดการณ์ของธปท.อยู่แล้ว และเมื่อแรงกดดันหลักของเงินเฟ้อยังมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยระยะสั้น ทำให้อาจสามารถมองข้ามเงินเฟ้อที่สูงขึ้นชั่วคราวไปได้ และคงดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึงสิ้นปี ทั้งนี้ ธปท.จะจับตาพัฒนาการอย่างใกล้ชิด หากเงินเฟ้อไม่ลดลง ค้างสูงอยู่นาน หรือไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ การตอบสนองก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่พูดไว้ในขณะนี้”
ส่วนกรณีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา นายวิทัย ยอมรับว่า เป็นความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่ต้องติดตาม แต่ขณะนี้ยังเป็นการขาดดุลในระยะสั้น ส่วนหนึ่งการขาดดุลของเดือน เม.ย.เป็นการเร่งนำเข้าน้ำมันที่สูงถึง 7,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากความกังวลการขาดแคลนพลังงาน ขณะที่ความกังวลการขาดดุลแฝด ทั้งดุลการคลัง และดุลบัญชีเดินสะพัดนั้น เมื่อสงครามคลี่คลาย ดุลบัญชีเดินสะพัดจะทยอยปรับดีขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกที่ปีนี้คาดว่าจะโต 12-13% ทำให้ทั้งปีบัญชีเดินสะพัดกลับมาสมดุล หรือมีโอกาสติดลบเล็กน้อย และจะเกินดุลอีกครั้งในปีหน้า
.เตรียมมาตรการรองรับ-จับตาหนี้เสียพุ่ง
นายวิทัย กล่าวต่อว่า จากผลกระทบจากสงคราม ซึ่งกระทบรุนแรงกับผู้มีรายได้น้อย และเอสเอ็มอี ทำให้ธปท.จับตาการไหลของหนี้เอ็นพีแอลใกล้ชิด ซึ่งมาตรการที่มีตอนนี้จะช่วยประคองเอ็นพีแอลได้ระดับหนึ่ง แต่ต้องจับตาการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยกำลังศึกษามาตรการที่เหมาะสม และจะทยอยออกมาเพิ่มเติมเป็นระยะๆ ตามความจำเป็นที่ต้องใช้
ผู้ว่าการธปท. ยังได้อัพเดทความคืบหน้ามาตรการที่ออกไปแล้ว โดยโครงการ“ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” สิ้นเดือน พ.ค.มีลูกหนี้ที่เข้าปรับโครงสร้างหนี้แล้ว 102,277 บัญชี และจะเพิ่มเป็น 200,000 บัญชีในสิ้นปี ขณะที่สถาบันการเงินช่วยปรับโครงสร้างหนี้ให้ก่อนเข้าโครงการอีก 93,000 บัญชี ซึ่งจะช่วยให้แก้เอ็นพีแอลได้ไม่ต่ำกว่า 300,000 ราย
ต่อมาโครงการ SMEs Credit Boost ค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอี และล่าสุด ธปท.ได้ขยายความช่วยเหลือไปยังกลุ่มที่กระทบจากสงคราม มียอดอนุมัติสินเชื่อ ณ 29 พ.ค.5,400 ล้านบาท และภายในสิ้นปีนี้จะขึ้นไปที่ 40,000 ล้านบาท ส่วนโครงการผ่อนปรนเกณฑ์สินเชื่อโดยใช้หลักประกันที่ดินหรือ SMEs Secure+ ธนาคารพาณิชย์ทั้ง 14 แห่งที่เข้าร่วมจะเริ่มออกแนวทางภายในเดือนนี้ และคาดว่าเดือน มิ.ย.2570 จะมียอดสินเชื่อที่ 50,000 ล้านบาท
นอกจากนั้น ยังมีมาตรการที่ ธปท.เข้าไปช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ โดยมาตรการดูแลค่าเงินบาทผ่านการกำกับธุรกรรมทองคำ ได้ส่งผลให้ความเชื่อมโยงระหว่างค่าเงินบาทกับราคาทองคำลดลง จากที่เคยสูงถึง 80% ลดมาอยู่ที่ 40% นอกจากนั้น ยังทำให้ปริมาณการถอนทองคำที่ซื้อจากแพลตฟอร์มลดลงชัดเจน
ขณะที่การเฝ้าระวังธุรกรรมไม่พึงประสงค์ ห้ามถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทและให้รายงานธุรกรรมที่ผิดปกติ ส่งผลให้รายการถอนเงินสด 5 ล้านบาทขึ้นไป เดือน เม.ย.ลดลง 28% มูลค่าลดลง 25% และลดลงต่อเนื่องในเดือน พ.ค.“การผลักให้คนเข้ามาในระบบจะช่วยลดช่องทางการคอรัปชัน การซื้อเสียง หรือการทำอะไรที่ไม่ดี และ 2-3 เดือนข้างหน้า จะขยายไปยังการฝากเงินสดและแลกเงินสด ตั้งแต่ 5 ล้านบาท จะต้องแจ้งแหล่งที่มาและวัตถุประสงค์”
.คุม Buy Now Pay Later ผ่อนชานม 3 เดือน
ทั้งนี้ หลังจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้ลงประกาศ ธปท.เรื่องการกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการทางการเงิน โดยได้ปรับลดและยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียม 4 ประเภท 19 รายการ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนและเอสเอ็มอี หากถามว่ายังมีความเป็นห่วงอะไร นายวิทัย กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไขคือ หนี้ ซึ่งคนไทยกว่า 25.5 ล้านคน หรือ 38% ของประชากรมีหนี้ โดยพบว่า คนเพิ่งเริ่มทำงาน อายุ 20-35 ปี กว่า 52.7% เป็นหนี้เร็ว ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ช่วยให้เกิดรายได้ และเป็นกลุ่มที่กลายเป็นเอ็นพีแอลสูงสุด 27%
ขณะที่การซื้อขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบัน ยังมีบริการการเงินที่ช่วยให้คนก่อหนี้ง่ายขึ้นและไม่ทันรู้ตัว ผ่านสินเชื่อ Buy now Pay Later (BNPL) ที่ให้ซื้อก่อน และเลือกจ่ายคืนเต็มจำนวนหรือซื้อแล้วผ่อนเป็นงวดๆ ทีหลัง และจุดที่ ธปท.ไม่ค่อยสบายใจ คือการให้สินเชื่อ BNPL จะให้แบบอัตโนมัติ ทำให้ลูกค้ากดจ่ายเงินโดยไม่รู้ว่าเป็นการขอใช้สินเชื่อ หรือบางรายเห็นว่า ซื้อได้โดยยังไม่ต้องจ่ายเงิน ทำให้ใช้จ่ายและก่อหนี้เกินตัว
โดยจากการรวบรวมข้อมูล พบว่า BNPL ในไทยมีการเติบโตสูงมาก มูลค่าสินเชื่อปี 2567 อยู่ที่ 17,908 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% ต่อปี มีจำนวนบัญชี 4.91 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 99.9% ต่อปี ยังพบว่าคนใช้สินเชื่อ BNPL กระจุกตัวในกลุ่มคนอายุและรายได้น้อย โดยกลุ่มนักศึกษา คนเพิ่งทำงาน มีอัตราค้างชำระหนี้มากกว่ากลุ่มอื่นๆ
“ยกตัวอย่าง ชานมไข่มุก แก้วละ 106 บาท กินเสร็จแล้วผ่อนต่่อไป 2-3เดือน ถึงยอดผ่อนจะน้อย แต่การผ่อนระบุเป็นยอดที่ต้องจ่าย ไม่ระบุดอกเบี้ย ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณดอกเบี้ยสูงถึง 16-19% บางรายข้าวมันไก่ก็ยังผ่อน ซึ่งถ้าไม่มีสตางค์จริงๆ ผมก็เข้าใจได้ แต่ถ้าทำเพราะไม่รู้ว่ากำลังใช้สินเชื่อ หรือไม่คิดถึงการเป็นหนี้ ก็น่าเป็นห่วง แต่ผมไม่ได้หมายความว่า เขาเป็นคนร้ายหรือคนไม่ดี แต่การเข้าไปกำกับดูแลเพื่อสร้างมาตรฐาน และไม่อยากให้เด็กหรือผู้ที่ไม่มีความสามารถชำระหนี้เป็นหนี้โดยไม่จำเป็น และสุดท้ายกลายเป็นหนี้เสีย”
ผู้ว่าการธปท.กล่าวต่อว่า ธปท.จะเข้าไปกำกับดูแลผู้ประกอบการสินเชื่อ BNPL คือ กลุ่มที่มีใบอนุญาต Digital Lending Ploan ปล่อยสินเชื่อไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ดอกเบี้ยไม่เกิน 25% ต่อปี และผู้ประกอบการสินเชื่อทั่วไปที่ไม่จำกัดวงเงินสินเชื่อ แต่คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 15% ต่อปี โดยเกณฑ์ที่จะใช่เบื้องต้น เช่น การกำหนดอายุขั้นต่ำ อายุเท่าไร มีรายได้หรือไม่ เช่น อายุ 20 แต่ไม่มีรายได้ควรให้สินเชื่อหรือไม่ กำหนดขอบเขต เช่น ประเภทสินค้ามูลค่าสินค้าขั้นต่ำ รวมทั้ง การกำหนดเพดานดอกเบี้ยสูงสุด โดยธปท. ตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้เสร็จก่อนสิ้นปี 2569