
ธปท.ประกาศปรับค่าธรรมเนียมแบงก์ 19 รายการใน 3 เฟส ยกเลิกค่าธรรมเนียมฝาก-ถอนเงิน โอนเงินผ่านเอทีเอ็มข้ามจังหวัด ลดค่ารักษาบัญชีจากเดือนละ 50-100 บาทต่อบัญชี เป็นไม่เกิน 20 บาทต่อเดือน ลดค่าธรรมเนียมแลกเงินตราต่างประเทศ -กดเงินสด หวังช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้ลงประกาศ ธปท. เรื่องการกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ เพื่อยกระดับความเป็นธรรมและลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งการปรับปรุงค่าธรรมเนียมดังกล่าว จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ โดยได้จ่ายค่าธรรมเนียมค่าบริการลดลงจากเดิม และสมเหตุสมผลมากขึ้น
“จุดที่สำคัญจะทำให้การเก็บค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์เป็นไปตามต้นทุนที่แท้จริง เพราะปัจจุบันยังมีการเรียกเก็บค่าบริการไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง บางรายการมีต้นทุนลดลง หรือไม่มีต้นทุนแล้ว แต่ยังเก็บค่าบริการคงเดิม โดยการปรับปรุงนี้กระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ให้ลดลงไม่มากอยู่ที่ 1.5-2% ของรายได้เดิม”
ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างเพดานค่าธรรมเนียมใหม่ จะทำใน 19 รายการใน 3 เฟส โดยในส่วนการปรับในส่วนของลูกค้าบุคคลธรรมและเอสเอ็มอี ประกอบด้วย ค่าขอรายการเดินบัญชี (Statement) ในรูปแบบกระดาษเรียกเก็บได้ไม่เกิน 100 บาท ต่อบัญชีต่อครั้ง สำหรับการขอย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน หากต้องจัดส่งทางไปรษณีย์ให้คิดค่าส่งตามจริงได้ ขณะที่การขอรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Statement) ห้ามเรียกเก็บค่าบริการ สำหรับการขอย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน ส่วนค่าขอหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน ในรูปแบบกระดาษ เรียกเก็บได้ไม่เกิน 100 บาท ต่อชุดต่อครั้ง
สำหรับการเก็บค่ารักษาบัญชีเงินฝาก กรณีบัญชีไม่เคลื่อนไหว ให้เรียกเก็บได้ไม่เกิน 20 บาทต่อเดือน และจะเก็บได้เฉพาะบัญชีที่นิ่งเฉยติดต่อกันเกิน 1 ปี และมียอดคงเหลือไม่เกิน 2,000 บาท เท่านั้น จากเดิมที่เก็บ 50 -100 บาทต่อเดือน ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ อย่างบัตรเอทีเอ็มพื้นฐาน คิดค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีรวมกันต้องไม่เกิน 150 บาทต่อปี บัตรเดบิตพื้นฐาน คิดค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีรวมกันต้องไม่เกิน 200 บาทต่อปี ขณะที่การเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต เรียกเก็บค่าธรรมเนียมได้ไม่เกิน 2.5% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน
ธปท.ยังปรับปรุงค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงิน สำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม โดยห้ามเรียกเก็บค่าบริการค่าบริการข้ามเขตและค่าคู่สายในทุกช่องทางอิเล็กทรอนิกส์และตู้ ATM/CDM/CRM ทั้งการฝาก ถอน โอนเงิน การฝากเช็ค หรือการจ่ายบิลใบแจ้งหนี้ จากเดิมที่ถอนเงินต่างจังหวัดจะต้องเสีย15-20 บาทต่อรายการ ขณะที่การทำธุรกรรมฝาก/ถอนเงินสดข้ามเขตที่หน้าเคาน์เตอร์สาขาเรียกเก็บได้ไม่เกิน 0.05% ของมูลค่าธุรกรรม จากเดิมเก็บที่ 0.1%
การโอนเงินผ่านระบบ Bulk Payment หรือ การโอนเงินเดือน เก็บได้ไม่เกิน 20 บาทต่อรายการ ขณะที่การเก็บค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน จากเดิมที่คิดในราคา 0.25% ของมูลค่าเงิน ให้เรียกเก็บได้ไม่เกิน 0.125% ขั้นต่ำไม่เกิน 300 บาท สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท และห้ามเก็บการโอนเงินระหว่างบัญชีภายในธนาคารเดียวกัน ส่วนการโอนเงินผ่านบาทเนต ี ยื่นคำขอช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้เรียกเก็บค่าบริการจากผู้โอนและผู้รับโอนรวมกันไม่เกิน 100 บาทต่อรายการ จากเดิมที่คิด 250 บาทต่อรายการ
ส่วนค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อเอสเอ็มอี กรณีค่าบริการการใช้สินเชื่อ (Front-end fee) วงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท ให้เก็บไม่เกิน 2.5% ของวงเงิน (สูงสุดไม่เกิน 250,000 บาท) ส่วนวงเงินมากกว่า 15 ล้านบาท เก็บไม่เกิน 2.5% ของวงเงิน ค่าชำระสินเชื่อก่อนครบกำหนดเก็บได้ไม่เกิน 3% ของยอดเงินต้นคงค้าง แต่ห้ามเรียกเก็บในกรณีที่ลูกค้าจ่ายเงินต้นไปแล้วเกินกว่า 50% ของยอดเบิกใช้จริง และผ่อนชำระมาแล้วเกิน 50% ของสัญญา ค่าบริการกรณียกเลิกวงเงิน ห้ามเรียกเก็บหากมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผูกพันวงเงิน ไปแล้ว หรือลูกค้าได้เบิกใช้วงเงินไปแล้ว
โดยการปรับปรุงค่าธรรมเนียมจะดำเนินการเป็นระยะ (เฟส) โดยเฟสที่ 1 เริ่ม 1 ก.ค.69 บังคับใช้เกณฑ์ ค่าขอ Statement, ค่าขอหนังสือรับรองทางการเงิน, ค่ารักษาบัญชี, ค่าธรรมเนียมกดเงินสดจากบัตรเครดิต, ค่าธรรมเนียมข้ามเขตยกเว้นส่วนของตู้เอทีเอ็มและใบแจ้งหนี้, และค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน เฟส 2 เริ่ม 1 ก.ย. 69 บังคับใช้เกณฑ์ ค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็ม/เดบิตพื้นฐาน, ค่าธรรมเนียมข้ามเขตที่ตู้และใบแจ้งหนี้, ค่าโอนเงิน Bulk Payment ภายในวัน, และมาตรการสินเชื่อ SMEs ทั้งหมด และเฟส 3 เริ่ม 1 ต.ค.69 บังคับใช้เกณฑ์ที่ค้างอยู่ทั้งหมด