
จากเดิมที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกเคยคาดไว้ว่า สงครามอิหร่านครั้งนี้จะสามารถจบได้ใน 3 เดือน แต่จนถึงวันนี้สงครามก็ยังไม่จบ เราเข้าสู่เดือนที่ 4 ของความขัดแย้ง ยังไม่มีความชัดเจนที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้
ในทางเศรษฐกิจ 3 เดือนที่ผ่านมา แม้ว่ายังไม่เห็นการขาดแคลนเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ บรรจุภัณฑ์พลาสติก หรือปุ๋ยเคมี อย่างที่เราหวาดกลัวกัน แต่แน่นอนว่า “ราคา” ของสินค้าเหล่านี้พุ่งขึ้นรวดเร็ว บางอย่างเพิ่มขึ้นทันทีมากกว่าเท่าตัว ส่งผลกระทบต่อสินค้ากินใช้ประจำวัน ทำให้ค่าครองชีพของคนพุ่งสูงขึ้น
ในการแถลงข่าวเศรษฐกิจล่าสุด แบงก์ชาติ ระบุว่า การใช้จ่ายของคนไทยชะลอลง ในเดือน เม.ย.2569 ทั้งการใช้จ่ายด้านพลังงาน การกินอยู่ ลดการกินข้าวนอกบ้าน ลดการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลกระทบไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง แต่ในขณะที่ฝั่งกำลังซื้อลดลง อัตราเงินเฟ้อในเดือน เม.ย.กลับเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 38 เดือน โดยเพิ่มขึ้น 2.89% จากเดือนก่อนที่ติดลบ 0.08% และคาดว่าเงินเฟ้อของไทยที่จะประกาศในวันนี้ (2 มิ.ย.) ของเดือน พ.ค.จะปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่เงินเฟ้อของสหรัฐฯเจ้าของโปรเจกต์สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ก็อยู่ในขาขึ้น โดยล่าสุดในเดือน เม.ย.อยู่ที่ 3.8% เทียบกับ 3.3% ในเดือนก่อนหน้า ชาวอเมริกันก็กำลังเผชิญกับของแพงไม่แพ้ชาติอื่น ราคาก๊าซในบางรัฐพุ่งสูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อย่างไรก็ตาม ประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในโลก ยังคงเป็นเวเนซุเอลา ประเทศที่สหรัฐฯเพิ่งเข้าไปเปลี่ยนการปกครอง โดยเงินเฟ้อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาอยู่ที่ 611.86%
ส่วนอีก 2 ประเทศที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงคือ “ตุรกี” และ “อาร์เจนตินา” ที่ในเดือน เม.ย.เงินเฟ้ออยู่ในระดับ 32.4% เท่ากันทั้งสองประเทศ ส่วนเงินเฟ้อในยุโรปก็สูงขึ้นเช่นกัน โดยล่าสุดเดือน เม.ย.เงินเฟ้อสหภาพยุโรปปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3% ในขณะที่ประเทศที่เงินเฟ้อ สูงสุดในยุโรปคือ โรมาเนีย ที่เงินเฟ้อล่าสุดเดือน เม.ย.อยู่ที่ 10.7% มาถึงฝั่งเอเชีย วันนี้เงินเฟ้อของสองมหาอำนาจยังไม่น่าห่วง โดยอัตราเงินเฟ้อของจีนอยู่ที่ 1.2% และญี่ปุ่นอยู่ที่ 1.4%
ขณะที่ประเทศในอาเซียน ข้อมูลล่าสุด ลาวเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยอัตราเงินเฟ้อเดือน เม.ย.แตะเลขสองหลักครั้งแรกในรอบ 12 เดือน ที่ 10.2% ขณะที่ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และเวียดนาม เงินเฟ้ออยู่ที่ 7.2% 5.8% และ 5.5% ตามลำดับ สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ค่าไฟฟ้าประปา และต้นทุนขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนเงินเฟ้ออินโดนีเซียเดือน เม.ย.อยู่ที่ 2.42% และมาเลเซียอยู่ที่ 1.9% เนื่องจากมีมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานเช่นเดียวกับไทย รวมทั้งธนาคารกลางอินโดนีเซียยังปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอการเร่งตัวของเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม หากเทียบเงินเฟ้อวันนี้กับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2565 เงินเฟ้อช่วงนี้ยังพุ่งขึ้นช้ากว่า แต่เรายังต้องจับตาการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อจากนี้ไปจนถึงไตรมาส 3 ซึ่งผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้า รวมทั้งสถานการณ์การขาดแคลนวัตถุดิบและพลังงาน หากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารเปิดได้
หากสงครามตะวันออกกลางยังไม่จบง่าย เราคงเห็นเงินเฟ้อไทยพุ่งของจริง!!
มิสเตอร์พี
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม