
ถอดรหัสทำไมวิกฤตเศรษฐกิจไทยรอบนี้ ถึงไม่มีวันกลับไปดีเหมือนเก่า เมื่อคนตาย มากกว่า คนเกิด จนตลาดบ้านและรถกำลังขาดลูกค้า เปิดสถิติตลาดอสังหาฯ กับทางรอดเดียว เทรนด์ Longevity
ใครเกิดทันยุค 90 (ช่วงปี พ.ศ. 2533-2542) คงจำกันได้ว่า ครั้งหนึ่ง ประเทศไทยเคยเยื้องย่าง เข้าใหญ่คำว่า “พญาเสือ” เพราะเศรษฐกิจโตดี ระดับ 8-10% ต่อปี ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รุ่งเรืองถึงขีดสุด
ก่อนจะถูกดับฝันด้วยวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 แต่ย้อนไปในตอนนั้น เราใช้เวลาเพียง 3-4 ปี ก็สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ เพราะโครงสร้างประเทศยังแข็งแรง แต่หลังจากนั้นมา ทุกครั้งที่ไทยเจอวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หรือวิกฤตโควิด-19 ตัวเลข GDP ของเรากลับเตี้ยลงเรื่อยๆ จากที่เคยคาดหวังว่าจะโตได้ไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี แต่ปี 2569 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเรา กลับโตได้เพียง 2.4% เท่านั้น และมีแนวโน้มว่าจะไม่มีวันกลับไปโตเหมือนเดิมอีกแล้ว
จากคำบรรยาย ของ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย จาก บล.เกียรตินาคินภัทร ในงานเสวนา "PROPERTY HACK 2026" ที่จัดโดยสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย , สมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์นนทบุรี และ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด
รวมถึงรายงานล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ฉายภาพความจริงที่น่ากลัวว่า ประเทศไทยกำลังกลายเป็น "คนป่วยใหม่ของเอเชีย" และนี่คือ 4 สัญญาณอันตรายที่บอกว่า ปัญหาครั้งนี้ใหญ่เกินกว่าที่การ "แจกเงิน" จะเยียวยาได้
ดร.พิพิฒน์ ได้จำลองเปรียบเทียบ ประเทศไทยเป็นโรงงาน เครื่องจักรตัวนี้กำลังเผชิญภาวะ "ผลผลิตถดถอย" อย่างรุนแรงจาก 3 มิติที่เป็นแกนหลักของประเทศ
นี่คือวิกฤตทางกายภาพที่แก้ไม่ได้ด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปัจจุบันโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง "คนตายมากกว่าคนเกิด" และลูกได้กลายเป็น "สินค้าฟุ่มเฟือย" ที่คนรุ่นใหม่ไม่เลือกจะมี
เมื่อคนฉีดวัคซีนเข้าสู่วัยแรงงานลดลง คนซื้อรถและซื้อบ้านก็ลดลงตามธรรมชาติ ดีมานด์ในตลาดอสังหาฯ ที่เคยพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด กำลังดิ่งลงสู่ขาลงอย่างชัดเจน คล้ายจะบอกว่า ต่อให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ขยายเวลาผ่อนคลายมาตรการ LTV (กู้สินเชื่อได้เต็ม100%ของมูลค่าบ้าน) ออกไปจนถึงปี 2570 มันก็ช่วยพยุงได้แค่ระยะสั้น เพราะปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่คนไม่อยากซื้อ แต่คือคนไม่มีกำลังซื้อ และไม่มีคนรุ่นใหม่มากพอมาเติมเต็มตลาด
ข้อมูลเชิงสถิติจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) และ ธปท. สะท้อนภาพตรงกันว่า ตลาดที่อยู่อาศัยกำลังอยู่ในภาวะ "จุกอก" แม้ไตรมาสแรกของปีนี้ ยอดโอนกรรมสิทธิ์จะดูเหมือนบวกขึ้นเล็กน้อย แต่มันมีความจริงที่ซ่อนอยู่:
ขณะนี้ ดีเวลลอปเปอร์ทั้งรายใหญ่รายเล็กต้องดิ้นรนรักษาสภาพคล่อง ทั้งลดราคา แจกโปรโมชัน ตัดขั้นตอน Pre-sale รวมถึงผันตัวมาช่วยลูกค้า "ผ่อนดาวน์เพื่อสร้างโปรไฟล์ยื่นกู้" เพื่อระบายสต็อกที่คาดว่าต้องใช้เวลาอีก 2-4 ปีถึงจะหมด
ในเมื่อเครื่องจักรเดิมพัง ดีมานด์เดิมหดหาย แล้วอสังหาริมทรัพย์ไทยจะไปทางไหน?
ผลสำรวจผู้บริโภคจาก Terra Research โดย สุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการบริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จํากัด ชี้ให้เห็น "แสงสว่างปลายอุโมงค์" ในฝั่งผู้พัฒนาโครงการ ว่า ท่ามกลางความระมัดระวังในการใช้เงินของผู้บริโภค ยังมีหนึ่งเทรนด์ที่ผู้คนพร้อมจะจ่าย นั่นคือคำว่า "LONGEVITY" (การมีอายุที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ) และ "Wellness Living"
ผลสำรวจพบว่า 90% ของผู้บริโภคมีแนวโน้มจะซื้อบ้านมากขึ้น หากโครงการนั้นชูแนวคิดเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เคยอาศัยอยู่ในอาคารพาณิชย์ มีความสนใจสูงถึง 94%
นิยาม "บ้านในฝัน" ของคนไทยเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่บ้านหลังใหญ่โตหรูหรา แต่คือบ้านที่ "สุขภาพดีและปลอดภัย"
สรุปโจทย์เก่า ในโลกใบใหม่ ประเทศไทยไม่อาจใช้วิธีเดิมๆ ในการขับเคลื่อนประเทศได้อีกต่อไป การแจกเงินหรือมาตรการกระตุ้นทางการเงินระยะสั้น ไม่อาจฝืนโครงสร้างประชากรที่หดตัวและภาคอุตสาหกรรมที่กำลังล้าสมัยได้
สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ หมดยุคของการสร้างบ้านกล่องสี่เหลี่ยมเพื่อเน้นขายจำนวนหน่วย แต่คือการก้าวเข้าสู่ยุคของการขาย "คุณภาพชีวิตและทางรอดด้านสุขภาพ" ใครปรับตัวตอบโจทย์สังคมสูงวัยและสุขภาวะได้ก่อน คือผู้ที่จะรอดชีวิตในมหาสมุทรที่กำลังวิกฤตนี้
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney