
BAM ปรับเปลี่ยนแนวทางธุรกิจ เน้นช่วยเหลือลูกหนี้และสร้างโอกาสให้เข้าถึงทรัพย์สิน
“ในเวลาที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี หนี้ครัวเรือนสูง บรรษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC มักจะเป็นธุรกิจที่จะดีกว่าธุรกิจอื่น แต่ BAM หรือ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ไม่อยากเป็นแค่ “คนทวงหนี้” แต่อยากเป็นคนช่วย ”ลูกหนี้” ให้มีโอกาสแก้หนี้ กลับมามีที่ยืนในสังคมได้อีกครั้ง รวมทั้งทำให้ “ทรัพย์”ที่เราถืออยู่ สร้างคุณค่า หรือสร้างประโยชน์ให้คนตัวเล็กที่ยังไม่มีโอกาสต่อไป”
นายรักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กล่าวถึงโมเดลการเปิด“โรงพยาบาลแก้หนี้” แห่งแรกของประเทศไทยว่า BAM ได้ปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ของธุรกิจ AMC จากเดิมที่เน้นการติดตามหนี้ และขายทรัพย์ มองเพียงหลักประกันและมูลค่าทรัพย์สิน ไปสู่มุมมองใหมที่มองลูกหนี้เป็น “ลูกค้า” เป็นคนไข้ที่ควรได้รับการรักษาการตามอาการให้กลับมาหายดี ตั้งหลักได้อีกครั้ง
.ปรับกลยุทธ์คงเป้ากำไร 2,000 ล้าน
นายรักษ์ เริ่มต้นเล่าจากการวางกลยุทธ์และทิศทางธุรกิจในปี 2569 โดยผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 BAM สามารถสร้างผลเรียกเก็บได้ 3,026 ล้านบาท และมีกำไรกว่า 217 ล้านบาท “ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจยังคงมีความผันผวน แต่ BAM ยังรักษาผลประกอบการได้ในเกณฑ์ที่น่าพอใจได้ และข้อที่ดี คือ เราสามารถช่วยให้ลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ได้เพิ่มขึ้นถึง 88% จากระยะเดียวกันปีก่อน และขายทรัพย์ได้เพิ่มขึ้น 14% หรือเพิ่มขึ้น 853 รายการ รวม 987 ล้านบาท ซึ่งคิดเฉลี่ยคือรายการละ 1 ล้านกว่าบาท เพราะขายให้คนที่ไม่รายได้ไม่มาก หรือคนตัวเล็ก”
นายรักษ์ กล่าวต่อว่า และเมื่อจะแก้หนี้ให้คนอื่น บริษัทเองก็ไม่ควรจะแบกภาระหนี้สูง จึงพยายามลดภาระหนี้ของ BAM ควบคู่ไปกับการช่วยลดภาระหนี้ลูกค้า ทำให้จากภาระหนี้ที่เคยมีอยู่กว่า 90,000 ล้านบาท อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) สูง 2.7 เท่า ลดมาเหลือ 70,000 กว่าล้านบาท D/E ลดลงมาอยู่ที่1.96 เท่า ต่ำที่สุดในธุรกิจเดียวกัน แนวทางการลดการก่อหนี้ใหม่ ใช้กระแสเงินสดแทน ยังช่วยให้การบริหารต้นทุนการเงิน หรือ Cost of Fund ลดลงเหลือ 3.26% และตั้งเป้าจะกดลงให้ต่ำกว่า 3% ภายในปีนี้ เพื่อรักษาสภาพคล่องของเราให้แข็งแรงที่สุด
ขณะที่การตั้งเป้าเติบโตในปี 2569 BAM ยังคงเป้าหมายผลเรียกเก็บไว้ที่ 17,900 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิปีนี้ที่ 2,000 ล้านบาท แม้ในไตรมาสแรกกำไรไม่สูงมาก 200 กว่าล้าน แต่คาดว่าไตรมาสที่ 2 และที่ 3 จะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 500 ล้านบาท และ 700 ล้านบาทในไตรมาสที่ 4 แต่การจะสร้างการเติบโตได้ต้องทำความเข้าใจในแต่ละมิติ เช่น ภายใต้เศรษฐกิจวันนี้ การขายทรัพย์ที่มีราคาสูงๆ อาจจะทำได้ยาก และแม้แต่ทรัพย์ที่ราคาไม่สูงมาก แต่ยอดปฏิเสธสินเชื่อวันนี้ก็สูงมาก 60-70% หาก BAM จะรอให้คนตัวเล็กๆ กู้เงินแบงก์ให้ผ่าน เพื่อมาซื้อทรัพยอาจจะมีน้อย
.เปิดยุทธการมดงาน-ยกระดับแก้หนี้
ยุทธศาสตร์ของ BAM จึงปรับแผนให้ชัดขึ้น ทั้งการช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้มากขึ้น โดยตั้งเป้าซื้อหนี้เข้ามาเพิ่มอีก 5,000-8,000 ล้านบาท และเปิดปฎิบัติการ “มดงาน”ให้ทรัพย์ราคาย่อมเยาทำงานมากขึ้น แทนจะฝากความหวังไว้กับการขายสินทรัพย์ขนาดใหญ่ มีเป้าหมายช่วยเหลือ “คนตัวเล็ก”ให้โอกาสแก้หนี้และเป็นเจ้าของสินทรัพย์
ดังนั้น จากแนวทางดั้งเดิม ที่เมื่อเราซื้อหนี้เสียมา จะติดตามหนี้ในราคาเต็มทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เปลี่ยนเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยผ่านโครงการ “เริ่มต้นใหม่กับ BAM” ซึ่งโรงพยาบาลแก้หนี้ของเราจะเริ่มต้นจากการช่วยชีวิตก่อน ด้วยการผ่าตัดเอาดอกเบี้ยค้างจ่ายที่ทบต้นทบดอกมาออกทั้งหมดให้เหลือแต่เงินต้น 100% จากนั้น การช่วยเหลือจะแบ่งเป็น 2 กรณี กรณีที่ 1 หากลูกหนี้พอมีเงินปิดบัญชีในครั้งเดียว BAM จะลดหนี้ลงให้อีก 30% จากเงินต้น 100% และให้ลูกหนี้ชำระหนี้ไม่น้อยกว่า 70% ของยอดเงินต้นคงเหลือ ภายใน 60 วัน โดยไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่ม
หรือกรณีที่ 2 ยังไม่มีเงินก้อนปิดบัญชี ลูกหนี้สามารถผ่อนชำระรายเดือน ดอกเบี้ย 0% 3 ปีแรก ผ่อนยาวสูงสุด 10 ปี โดยลูกหนี้ต้องเป็นบุคคลธรรมดา ไม่เคยเข้าโครงการแก้หนี้กับ BAM มาก่อน มียอดหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท รวมสินเชื่อทุกประเภท รวมทั้งลูกหนี้ที่ยังไม่มีการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หลักประกันยังไม่ถูกเจ้าหนี้บังคับคดี
นอกจากนั้น ในส่วนของการขายทรัพย์ เนื่องจากเราเป็นเหมือน “คนขายของมือสอง” ดังนั้น เราจะปรับแนวทางการตั้งราคาจากเดิมที่ตั้งไว้สูง หรือเท่ากับราคาประเมิน เผื่อต่อรอง เราจะตั้งราคาใหม่ต่ำกว่าราคาตลาด 15% ยกเว้นทรัพย์ที่อยู่ในทำเลที่ราคาขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งถูกแยกไว้ขายต่างหาก หรือ ที่เรียกว่า “BAM Premium”
ขณะเดียวกัน BAM มองถึงการขายทรัพย์ราคาย่อมเยาที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ และที่สำคัญสามารถผ่อนตรงกับ BAM ไม่ต้องรอธนาคารอนุมัติ เช่น กรณีโครงการแฟลตปลาทอง ที่เราตั้งราคาขายยูนิตละ 82,000 บาทกลุ่มรายได้น้อย เช่น คนทำงานอาชีพอิสระ พนักงานกวาดถนน หรือไรเดอร์ ฯลฯ ผ่อนเป็นเจ้าของได้ในอัตรา 1,700 บาทต่อเดือน รวมทั้งการมี “BAM Guarantee” เพื่อรับประกันว่า ได้ตรวจสอบแล้วว่า ทรัพย์มือสองที่อยู่ในโครงการไม่มีปัญหาคดีความ ไม่มีผู้บุกรุก โครงสร้างแข็งแรง พร้อมเข้าอยู่ได้จริง เพราะปัญหาสำคัญของบ้านมือสองคือ “ความไม่มั่นใจ” ของผู้ซื้อ ว่าจะมีปัญหาเมื่อเข้าอยู่หรือไม่ พร้อมกันนี้ BAM ยังเตรียมทดลองโมเดล “ขายพร้อมผู้เช่า” เพื่อให้นักลงทุนซื้อแล้วมีรายได้ทันที รวมถึงเตรียมรุกตลาดปล่อยเช่าคอนโดมิเนียมที่ยังระบายไม่หมด
พิสูจน์ได้ว่า หาก “มดงาน” ทำงานได้มากพอ ก็สามารถทำให้เกิด“กระแสเงินสด” ที่สม่ำเสมอให้กับบริษัทได้เช่นกัน เห็นได้จากผลประกอบการไตรมาสแรกที่ยังเติบโตได้ แม้ไม่มีการขาย Big Ticket แม้แต่รายการเดียว
.เพิ่ม“เพื่อน”ช่วยงานสร้าง“จักรวาล BAM”
BAM ยังพัฒนาแพลตฟอร์ม “BAM Choice” และ “BAM Premium” เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งสูง หรือ Wealth และนักลงทุนรายใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเงินเย็นตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งมีอยู่ราว 30,000 ราย และกลุ่ม Ultra Wealth มีเงิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไปอีก 750 ราย ซึ่งเราขายทรัพย์ให้กลุ่มนี้ได้แล้วเกือบ 2,500 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน BAM ยังปรับบทบาทเป็นคนสร้างระบบนิเวศน์ โดยคิดว่าทุกคนเป็น “เพื่อน” เชื่อมโยงการแก้หนี้เสียและขายทรัพย์ สร้างจักรวาล BAM ขึ้นมา โดยมีแนวคิดว่า BAM จะไม่ทำสิ่งที่เราไม่ถนัด แต่ให้คนที่เก่งกว่ามาทำงานแทน ซึ่งในส่วนของบริษัทร่วมทุน ผลการดำเนินงานของบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (ARI-AMC) ซึ่ง BAM ร่วมทุนกับธนาคารออมสิน ไตรมาส 1 ทำกำไรสุทธิได้ 64 ล้านบาท และบริษัทบริหารสินทรัพย์ อรุณ จำกัด (ARUN AMC) ที่จับมือกับธนาคารกสิกรไทย มีกำไรสุทธิ 15 ล้านบาท ขณะที่ยังอยู่ระหว่างเจรจาอีก 4 ราย ซึ่งคาดว่า 2 รายจะมีการโอนหนี้เข้ามาให้ BAM ดูแล ซึ่ง 1 ราย จะประกาศได้ในเดือนก.ค.นี้ และอีกหนึ่งรายไม่เกินไตรมาส 3
รวมทั้ง การร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการ “Accept for All” เปิดทางให้พนักงานระดับล่างซื้อที่อยู่อาศัยราคาถูกจาก BAM และเตรียมขยายไปยังหน่วยงานภาครัฐอื่น ขณะที่ยังมีแนวคิดส่งต่อหนี้เสียแบบบิ๊กล็อตให้ AMC อื่น ที่เข้าใจ “ลูกหนี้” ประเภทนั้นๆดีกว่าเรา เปลี่ยนคู่แข่งให้เป็นพันธมิตร BAM ได้ส่วนต่าง และยังสามารถกระจายทรัพย์ออกไปไม่ถูกดองค้างไว้ นานเกิน 15 ปีเหมือนที่ผ่านมา จนต้องเสียเงินไปกับการสำรองหนี้จำนวนมาก โดย BAM จะแยกทรัพย์ที่มี เป็นสีเขียว ไม่เกิน 5 ปี สีเหลือไม่เกิน 7 ปีและสีแดงเกิน 7 ปีเพื่อบริหารจัดการ
จากการปรับกลยุทธ์ โครงสร้างรายได้ใหม่ของ BAM โดยรายได้ 50% จาก “กองทัพมดงาน” อีก 30-35% จากการปรับโครงสร้างลูกค้า อีก 15-20% จากทรัพย์ขนาดใหญ่ ขณะที่การเพิ่มเพื่อนมาช่วยทำงานในเชิงกลยุทธ์ จะช่วยขยายขนาดสินทรัพย์รวมของ BAM ให้แตะ 600,000 ล้านบาทได้ในสิ้นปีนี้