
ในที่สุด รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ก็ได้เคาะขยายเวลามาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” เพิ่มอีก 2 เดือน ครอบคลุมความช่วยเหลือประชาชนจำนวน 39.17 ล้านคน โดยเป็นการเติมเงินผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส จำนวน 26 ล้านคน และเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกจำนวน 13.17 ล้านคน
ส่วนรายละเอียดการเติมเงินรอบต่อขยาย จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติในวันที่ 22 ก.ย.2569 และชี้ขาดว่าจะแจกเดือนละ 1,000 บาทเช่นเดิม หรือแจกรวดเดียว 1,000 บาทใช้จ่ายในช่วง 2 เดือน โดยเป็นการใช้เงินจากวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่เหลืออยู่ราว 40,000-50,000 ล้านบาท
นับตั้งแต่มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” คิกออฟวันที่ 1 มิ.ย.-16 ก.ย.2569 มีประชาชนได้รับสิทธิ 26 ล้านคน มีผู้ใช้สิทธิ 25.80 ล้านคน วงเงินใช้จ่ายสะสมรวม 159,971 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินรัฐร่วมจ่าย 91,650 ล้านบาท และประชาชนจ่าย 67,721 ล้านบาท โดยเงินที่รัฐนำมาจ่ายสมทบ มาจากการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน)
ในโอกาสที่ประชานิยมเหล้าเก่าในขวดใหม่ของรัฐบาลอนุทิน 2 จะมีส่วนต่อขยายเพิ่มอีก 2 เดือน จาก 4 เดือนแรกที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.2569 ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบนิเวศคิดเห็นกันเช่นไร “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ชวนหาคำตอบ
บรรยากาศการใช้จ่ายหน้าร้านในรอบนี้ค่อนข้างเงียบซบเซา ไม่คึกคักเท่าโครงการคนละครึ่งในอดีต อาจจะเพราะภาวะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ถดถอยจนไม่มีเงินเติมเข้าแอปพลิเคชัน และตรงกับมรสุมหน้าฝน ช่วงเปิดเทอม แต่ถ้าไม่มีโครงการไทยช่วยไทยพลัส คงแย่และอยู่ลำบาก พอมีโครงการนี้เข้ามาช่วยให้มียอดขายให้สามารถอยู่ได้
หัวใจสำคัญที่สุดที่ทำให้โครงการนี้ช่วยพยุงร้านค้าไว้ได้คือช่องทางสั่งอาหารออนไลน์ดีลิเวอรี เนื่องจากโครงการช่วยปรับลดค่าธรรมเนียม GP เหลือเพียง 9% จากปกติที่เคยโดนแพลตฟอร์มหักสูงถึง 30-40% สัดส่วน GP ที่ลดลงอย่างมากนี้ กลายเป็นกำไรและสร้างสภาพคล่องให้ร้านค้ามีเงินหมุนเวียน โดยไม่ต้องปรับขึ้นราคาขาย อีกทั้งรูปแบบการจ่ายเงินอุดหนุนแบบเป็นก้อน เดือนละ 1,000 บาทแก่ประชาชน เพื่อให้นำไปบริหารจัดการเอง ถือว่ามีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคมากกว่าการจำกัดยอดใช้จ่ายต่อวันในอดีต
อย่างไรก็ตาม ในมิติของข้อเสียและจุดบอด พบว่าเงื่อนไขโครงการรองรับเฉพาะร้านค้าในนามบุคคลธรรมดา ส่งผลให้ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในนามนิติบุคคล ไม่สามารถนำร้านค้าหลักเข้าร่วมโครงการได้ ทั้งๆที่เป็นร้านขนาดเล็กจริงๆ จึงมีหลายร้านแก้ปัญหาด้วยการบริหารจัดการแยกสัดส่วนรายได้ออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดา เพื่อเปิดรับสิทธิประโยชน์จากโครงการ
สำหรับข้อเสนอแนะในการปรับปรุง แม้ระบบจะมีฟีเจอร์ “นกกระซิบ” ช่วยจัดทำบัญชีเพื่อยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารรัฐ แต่ไม่ได้สนใจที่จะกู้ยืมเงินเพิ่มเพราะไม่อยากสร้างภาระหนี้สิน ในภาวะที่ต้องแบกรับต้นทุนประจำ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแรงพนักงาน และราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ร้านค้ารายย่อยต้องการจากภาครัฐอย่างแท้จริง เป็นการดำเนินโครงการนี้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งปลดล็อกเงื่อนไขให้ร้านค้าที่เข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้องสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างเท่าเทียม เพื่อช่วยพยุงร้านค้าขนาดเล็กให้ก้าวผ่านวิกฤติเศรษฐกิจนี้ไปได้
4 เดือนของโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่กำลังผ่านไป ในภาพรวมถือว่าดี เงินไปถึงประชาชนและร้านค้ารายย่อยชัดเจน ร้านอาหารขนาดเล็กบนแพลตฟอร์มไลน์แมนวงในขายดีขึ้นมาก แต่ยังไม่ได้สรุปตัวเลข รอสิ้นสุดโครงการก่อน แต่จากโครงการครั้งที่ผ่านมา ยอดขายร้านอาหารขนาดเล็กที่ได้เข้าร่วมโครงการบนแพลตฟอร์มไลน์แมนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4-5 เท่า ขณะที่ร้านค้าที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาท ตลอดจนร้านอาหารเชนที่มีหลายสาขาที่ไม่ได้เข้าร่วม บ่นกันอุบ เพราะได้รับผลกระทบมาก
“ยอดขายผ่านไทยช่วยไทยพลัสดีขึ้นเรื่อยๆในทุกเดือน ในช่วงเดือนแรก ส่วนใหญ่คนใช้สิทธิหมดภายใน 2 สัปดาห์ แต่พอเดือนถัดมาเริ่มเห็นการปรับพฤติกรรม ทยอยใช้จ่ายไม่ได้ใช้รวดเดียวเหมือนเดิม และในช่วง 3-4 วันสุดท้ายจะมีแรงซื้อเพิ่มขึ้นเพื่อใช้สิทธิให้หมด โดยเมนูยอดนิยมเป็นอาหารตามสั่ง อาหารจานเดียวทั่วไป รวมทั้งส้มตำที่เป็นเมนูดีลิเวอรียอดฮิตของคนไทย”
ส่วนการที่ภาครัฐจะต่ออายุโครงการออกไปอีก 2 เดือน ถือเป็นข่าวดีสำหรับร้านค้าขนาดเล็กและประชาชน แต่ส่วนตัวคิดว่า กำลังซื้อน่าจะโอเคขึ้นมากแล้ว ดูจากยอดขายร้านเข้าร่วมโครงการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจว่ากำลังซื้อน่าจะดีแม้จะไม่มีการต่อโครงการ “จริงๆ อยากให้รอดูผลลัพธ์โครงการเฟสแรกก่อนว่ามีเงินหมุนเข้าระบบเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ กำลังซื้อที่แท้จริงหลังหมดโครงการเป็นอย่างไร และอยากฝากพิจารณาร้านค้าขนาดกลางและใหญ่ที่ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทให้เข้าร่วมด้วย เพราะเขาได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจเช่นกัน”
นอกจากนั้นยังคิดว่า โครงการอย่างบัตรสวัสดิการรัฐ ก็น่าจะพิจารณานำขึ้นสู่การใช้ระบบดิจิทัลด้วย เพราะเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กลุ่มเปราะบาง, เพิ่มการตรวจสอบ, ช่วยรีสกิลหรือเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลให้กับร้านค้าด้วยการให้เขาใช้ดิจิทัล เทคโนโลยีพิสูจน์แล้วว่าเพิ่มความยั่งยืนได้
ในช่วงเกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา ตามระยะเวลามาตรการไทยช่วยไทยพลัส ยอดขายโดยรวมเพิ่มขึ้น เนื่องจากลูกค้า “กล้าซื้อสินค้า” มากขึ้น เพราะควักกระเป๋าตัวเองจ่ายเพียง 40 บาท รัฐออกให้ 60 บาท เมื่อซื้อสินค้าในราคา 100 บาท ขณะที่ราคาสินค้าที่รับมาขาย แพงขึ้นเกือบทุกรายการ เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ก็จำเป็นต้องปรับราคาเพิ่ม ทำให้ลูกค้าไม่กล้าซื้อสินค้ารายการที่ปรับขึ้นราคา แต่หันไปเลือกซื้อสินค้าชนิดอื่นทดแทน
โดยใน 1 วัน จะขับรถพุ่มพวงขายตามหมู่บ้าน แถวจังหวัดนนทบุรี ออกไปขาย 2 รอบ คือ ช่วง 04.00-10.00 น. และรอบเย็น 16.00-19.00 น. บางที่เวลาไม่แน่นอน ถ้ายังมีสินค้าอยู่ ก็จะขายไปเรื่อยๆ “การเข้าร่วมมาตรการรัฐ โดยเฉพาะการใช้แอปพลิเคชันเป๋าตัง ถือเป็นเรื่องดี เพียงกดราคาที่ลูกค้าซื้อ ระบบจะคำนวณให้ทันที ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อน และลูกค้าก็ชอบใช้เหมือนกัน ยุคนี้คนใช้เงินสดน้อยลง ทางร้านก็ต้องปรับตัวใช้คิวอาร์โค้ด เพื่อรับสแกนจ่าย”
ส่วนข้อกังวลการเข้าร่วมโครงการของรัฐ คือเรื่องการถูกเก็บภาษีย้อนหลัง เพราะก็ไม่รู้ว่าตัวเองมีรายได้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปีหรือไม่ ค้าขายแบบซื้อมาขายไป ไม่ได้มีรายได้แน่นอน!
โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60:40” ในเฟสแรกของรัฐบาลที่ออกมา ซึ่งคิดเป็นเงินที่รัฐอัดฉีดประมาณเดือนละ 40,000 ล้านบาท เป็นเวลา 4 เดือน ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง โดยจากการประเมินของ SCB EIC ช่วยเพิ่มการขยายตัวของเศรษฐกิจไตรมาส 3ประมาณ 0.2-0.3% และส่งผลภาพรวมทั้งปี การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยสูงขึ้นกว่าที่ไม่มีโครงการดังกล่าว
ในภาวะที่กำลังซื้อและการใช้จ่ายในภาพรวมของประเทศยังคงเปราะบาง ภาครัฐยังคงมีความจำเป็นต้องต่ออายุหรือออกมาตรการเข้ามาประคับประคองเศรษฐกิจต่อเนื่อง แม้ว่าการขยายออกไปประมาณ 2 เดือน จะไม่ได้มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมากนัก แต่จำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะในช่วงต่อจากนี้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุรอบใหม่ ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ขณะที่การเรียกเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่ของสหรัฐฯ กระทบภาคการผลิตและส่งออก และการคาดการณ์ว่าประเทศไทยต้องเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญ
“สำหรับข้อเสนอแนะต่อมาตรการในระยะต่อไป ควรเปลี่ยนรูปแบบจากการให้แบบกระจายเป็นให้เฉพาะกลุ่ม โดยเน้นการช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบางอย่างแท้จริง หรือช่วยกลุ่มที่มีแนวโน้มนำเงินไปใช้จ่ายสูง ซึ่งคือกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอย่างสูงสุด และยังมีประโยชน์ต่อภาระของรัฐบาล ซึ่งมีข้อจำกัดทางการคลังมากขึ้นด้วย”
ทั้งนี้ ล่าสุดที่ SCB EIC ปรับขึ้นประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้จาก 2.0% เป็น 2.2% นั้น ได้รวมการต่ออายุของมาตรการไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ไว้ 2 เดือน เดือนละ 1,000 บาท ซึ่งเท่ากับจะมีเม็ดเงินเพิ่ม 80,000 ล้านบาท แต่จะต้องรอดูมาตรการจริงที่ออกมาด้วยว่ารัฐจะช่วยอย่างไรและช่วยกี่เดือน
ดีใจที่รัฐบาลจะขยายอายุไทยช่วยไทยพลัสต่อไปอีก 2 เดือน แม้ยังไม่ทราบว่าจะได้เงินเท่าไร ยอมรับตลอดอายุโครงการ 4 เดือนรอบแรก แม้ได้วงเงินเดือนละเพียง 1,000 บาท แต่ถือว่าสูงสำหรับอาชีพแม่บ้าน เพราะเท่ากับว่ามีเงินเข้ามาเพิ่มจากเงินเดือนปกติ หากรัฐบาลจะมีโครงการดังกล่าวต่อไปเรื่อยๆ ตลอดอายุรัฐบาล ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี สำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อย รวมถึงหากมีรัฐบาลชุดใหม่ ก็อยากให้จัดทำโครงการไทยช่วยไทยพลัสตลอดไป
สำหรับวงเงินที่ได้รับมา 1,000 บาทต่อเดือน จะใช้ซื้ออาหารกลางวันในที่ทำงาน และอาหารมื้อเย็นหลังเลิกงานในตลาดใกล้บ้าน เพราะร้านอาหารตามสั่งหรือรถเข็น เกือบทุกรายรับเงินจากโครงการดังกล่าว หากใช้ประหยัดๆ ก็เกือบเดือนชนเดือนสำหรับเงินก้อนนี้ และเอาเงินเดือนไปใช้จ่ายอื่นๆ เช่น อาหารสด ผักผลไม่้ เนื้อสัตว์ ไข่
ส่วนปัญหาที่เคยพบมีอาทิ ร้านค้าบางแห่งไม่ยอมรับสแกนเงิน โดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากให้กรมสรรพากรเข้ามาตรวจสอบรายได้ หรือบางชุมชน ไม่มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการ, บางร้านค้าสแกนไม่ติดหรือสแกนค่อนข้างยาก เมื่อสอบถามก็บอกว่าระบบอินเตอร์เน็ตไม่ดี สแกนไม่ได้เลยต้องจ่ายเป็นเงินสดแทน
โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แม้จะไม่ได้ส่งผลต่อห้างโดยตรงมากนัก แต่มีส่วนช่วยกระตุ้นการซื้อสินค้าในพื้นที่ ผ่านร้านค้าโชห่วยที่เข้าร่วมโครงการ โดยร้านโชห่วยเข้ามาซื้อสินค้าไปจำหน่ายต่อเพิ่มขึ้น
แต่หากมองในภาพรวม ผลของมาตรการช่วยกระตุ้นยอดขายในระดับ Single Digit หรือไม่ถึง 10% เรียกว่าช่วยกระตุ้นได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มากพอที่จะทำให้การจับจ่ายกลับมาคึกคักอย่างชัดเจน โดยในมุมลูกค้า แน่นอนว่าส่วนใหญ่จะเลือกซื้อผ่านร้านอาหารหรือร้านที่ขายของที่เข้าร่วมโครงการ
ส่วนมาตรการช่วยเหลือผ่านผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งได้วงเงินเพิ่มจาก 300 บาท เป็น 1,000 บาทเช่นกันนั้น ลูกค้ากลุ่มนี้ช่วยดันยอดขายของห้างเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างชัดเจนในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แม้ภาพรวมกำลังซื้อของผู้บริโภคในต่างจังหวัดยังอยู่ในภาวะระมัดระวัง ลูกค้าให้ความสำคัญกับโปรโมชัน ราคา ความคุ้มค่า และความจำเป็นของสินค้ามากขึ้น รวมถึงเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อ
อีกการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ จากเดิมที่ลูกค้าต่างจังหวัดนิยมซื้อสินค้าขนาดใหญ่หรือซื้อเป็นแพ็ก ปัจจุบันหันมาซื้อสินค้าขนาดเล็กลง เพื่อบริหารงบประมาณในแต่ละรอบการใช้จ่ายให้รอบคอบขึ้น “การเติบโตของช่องทางออนไลน์ ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคต่างจังหวัดเปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูล โปรโมชัน และราคาได้เหมือนผู้บริโภคในเมือง ทำให้การเปรียบเทียบราคาสินค้าระหว่างร้านค้าออฟไลน์กับออนไลน์เกิดมากขึ้น”
ทีมเศรษฐกิจ
อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม