เปิดมุมมองแนวคิดภาคธุรกิจไทย “ปรับตัว” อย่างไรให้รอดได้ในวิกฤติสงคราม

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

เปิดมุมมองแนวคิดภาคธุรกิจไทย “ปรับตัว” อย่างไรให้รอดได้ในวิกฤติสงคราม

Date Time: 25 พ.ค. 2569 04:07 น.

Summary

“ทีมเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ 3 ธุรกิจที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามจริงและสงครามการค้าในเวลานี้ เพื่อให้เห็นภาพของผลกระทบต่อธุรกิจและต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจไทย ว่าแต่ละธุรกิจมีหนทางเอาตัวรอดอย่างไร และมีข้อเสนอแนะ หรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างไรจากรัฐบาล

Latest

กกพ.กางสูตรค่าไฟใหม่อุ้มบ้านใช้ไม่เกิน 200 หน่วย คนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยแบกแทน

อีกไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ “สงครามในตะวันออกกลาง” ระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอล และอิหร่าน จะครบ 3 เดือน และแม้ว่ามีการเจรจาและมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันเป็นระยะๆ แต่ทั่วโลกไม่มีใครเชื่อว่า สงครามครั้งนี้จะจบลงโดยเร็ว แต่กลับคาดการณ์กันว่า สงครามครั้งนี้จะลากยาวไปจนถึงสิ้นปี

ที่สำคัญตราบใดที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของการขนส่งสินค้า และพลังงานโลกยังถูกปิดตายเช่นนี้ “เศรษฐกิจทั่วโลก และเศรษฐกิจไทย” จะยังอยู่ในภาวะเปราะบาง ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น สวนทางกับการค้าขายสินค้าที่ยากมากขึ้น การแข่งขันด้านราคาจะเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่จะยิ่งเข้มข้น เพราะทุกประเทศต้องการประคองเศรษฐกิจของตัวเองให้รอดพ้นหายนะ

แน่นอนว่า ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวรัฐบาลทุกประเทศจะเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบ และกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ความช่วยเหลืออาจจะไม่เพียงพอต่อทุกคน ทุกภาคธุรกิจ ดังนั้น ภาคธุรกิจใดที่เข้าใจสถานะของตนเองได้เร็ว และปรับตัวได้ก่อนเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เข้ามา จะเป็นธุรกิจที่รอดได้ในช่วงวิกฤติ

“ทีมเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ 3 ธุรกิจที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามจริงและสงครามการค้าในเวลานี้ เพื่อให้เห็นภาพของผลกระทบต่อธุรกิจและต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจไทย ว่าแต่ละธุรกิจมีหนทางเอาตัวรอดอย่างไร และมีข้อเสนอแนะ หรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างไรจากรัฐบาล

ชาย เอี่ยมศิริ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

อุตสาหกรรมการบินในปัจจุบัน ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ธุรกิจสายการบินทุกรายจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ผันผวนอย่างต่อเนื่อง หากไม่สามารถปรับตัวให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ บริษัทก็ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นไว้เอง

“ต้นทุนการดำเนินงานของสายการบินเพิ่มขึ้นมาก จากเดิมต้นทุนน้ำมันประมาณ 30% ของต้นทุนดำเนินงาน แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมากว่า 40% ใกล้เคียงกันทั้งอุตสาหกรรม ส่งผลให้หลายสายการบินลดเที่ยวบิน ลดขนาดเครื่องบิน ยกเลิกบางเส้นทางบิน เพื่อควบคุมต้นทุนและรักษาสมดุลทางธุรกิจ”

นอกจากนี้ พฤติกรรมของผู้โดยสารก็เปลี่ยนไปด้วย โดยชะลอการตัดสินใจจองตั๋วเดินทางมากขึ้น เพราะกังวลค่าใช้จ่ายและภาวะเศรษฐกิจข้างหน้า ทำให้ยอดจองล่วงหน้าลดลง 3-5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เส้นทางที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดคือ อินเดีย รองลงมาคือ จีน

“ตลาดจีน” มีการแข่งขันด้านราคารุนแรง สายการบินจีนใช้นโยบายลดราคาอย่างหนักเพื่อดึงกระแสเงินสดเข้าบริษัท แต่เส้นทางยุโรปยังดี ยอดจองยังน่าพอใจ ขณะที่เอเชียโดยรวมยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพียงแต่พฤติกรรมการจองเปลี่ยนไป ผู้โดยสารจะจองใกล้วันเดินทาง ต่างจากในอดีตที่จองล่วงหน้านาน

“การบินไทยก็ต้องปรับตัวให้ทันกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง โดยการกำหนดราคาตั๋วต้องสะท้อนต้นทุนจริง ยอมรับว่า ราคาตั๋ววันนี้สูงขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันซึ่งปรับตามสัดส่วนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ขึ้นราคาเกินปกติ ถือเป็นเรื่องปกติของธุรกิจการบิน”

ขณะเดียวกัน ปรับแผนการบินให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ ที่ชะลอตัว และพฤติกรรมผู้โดยสารที่ชะลอเดินทาง จนบางเที่ยวบินมียอดจองลดลง จึงต้องลดที่นั่งว่าง ควบรวมบางเที่ยวบิน ปรับขนาดเครื่องบิน โดยได้ปรับตารางบินเดือน พ.ค. 46 เที่ยวบิน ทั้งเส้นทางในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นเพียงการปรับลดชั่วคราว ไม่ใช่ยกเลิกเส้นทางถาวร ยังคงมีเที่ยวบินให้บริการครบทุกเส้นทาง

สำหรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ การบินไทยยังไม่ได้มีข้อเสนอเพิ่มเติม เพราะมองว่าผู้ประกอบการต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยมองว่า “ธุรกิจต้องอยู่กับความเป็นจริง ผู้ประกอบการต้องเอาตัวรอดให้ได้”

ส่วนเมื่อถามถึงอุตสาหกรรมการบินในระยะต่อไป หากราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง สายการบินที่มีสถานะการเงินไม่แข็งแรงอาจได้รับผลกระทบมากขึ้น ขณะที่สายการบินที่มีศักยภาพและมีการเตรียมพร้อมด้านสภาพคล่องจะสามารถรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้นั้น

การบินไทยยืนยันว่า ยังมีความมั่นคงด้านการเงินและสภาพคล่อง โดยปัจจุบันยังมีเงินสดอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ผลกระทบหลักยังอยู่ที่พฤติกรรมการเดินทาง และการจองตั๋วที่ชะลอลงเท่านั้น คาดว่าเดือน มิ.ย.นี้ สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้น และอาจเพิ่มความถี่เที่ยวบินบางเส้นทาง หากยอดจองฟื้นตัวขึ้น

“เราสามารถปรับตัวตามสถานการณ์ได้ตลอดเวลา เพราะปัจจุบันมีเครื่องบินรุ่นใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้น ทำให้บริหารต้นทุนและจัดการเส้นทางบินได้ยืดหยุ่นมากขึ้น”

นาวา จันทนสุรคน
ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ขณะนี้อุตสาหกรรมเหล็กไทยกำลังเผชิญกับศึกหลายด้าน โดยไทย และอาเซียน กลายเป็น “สนามรบ” ของสินค้าเหล็ก เพราะ มีเหล็กจากต่างประเทศเข้ามาขายในไทยในราคาต่ำมาก หรือ “ทุ่ม ตลาด” กดดันผู้ผลิตในประเทศอย่างหนัก เพราะแข่งขันราคาไม่ได้

ปัญหานี้เกิดขึ้นต่อเนื่องช่วงหลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดปี 69 ทั่วโลกมีกำลังการผลิตกว่า 2,300 ล้านตัน แต่ความต้องการใช้อยู่ที่ 1,724 ล้านตัน ทำให้หลายประเทศ ทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ฯลฯ ใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กอย่างเข้มข้นขึ้น ขณะที่จีน ซึ่งมีกำลังการผลิตเหล็กล้น และโรงงานเหล็กเทคโนโลยีต่ำที่ถูกขับออกจากจีน หันมาบุกโลกมากขึ้น อาเซียนจึงกลายเป็น “สมรภูมิรุนแรง” ของการทุ่มตลาดเหล็ก ส่งผลให้ตลาดเหล็กของอาเซียน มีเหล็กต่างชาติครองส่วนแบ่ง 60% ส่วนตลาดเหล็กไทยมีเหล็กต่างชาติครองตลาดถึง 65%

อุตสาหกรรมเหล็กไทยยังเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นมาก ทั้งจากราคาพลังงาน และราคาวัตถุดิบ ขณะที่ความต้องการใช้ถดถอย ติดลบ 3.3% ในไตรมาสแรกปี 69 คิดเป็นปริมาณ 4.3 ล้านตันเท่านั้น สะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจไทยที่แย่กว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียน ส่งผลให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำมากเพียง 33% เทียบกับค่าเฉลี่ยของทั่วโลกที่ 75%

“เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ Perfect Storm หรือพายุรุนแรงจากหลายทิศ ทั้งสงครามจริง ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานแพง และการค้าโลกที่ตึงตัว ซึ่งไม่ได้มีผลต่อตัวเลขเศรษฐกิจเท่านั้น แต่กระทบรุนแรงจนโลกจะไม่กลับมาเหมือนเดิม ต้องจัดระเบียบใหม่ และภายใต้พายุลูกนี้ อุตสาหกรรมเหล็กไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งจากเหล็กนำเข้าท่วมตลาด ต้นทุนผลิตที่สูงขึ้นมาก รวมถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ที่ทำให้ความต้องการใช้และกำลังการผลิตลดลง หลายโรงงานเหล็กดั้งเดิมของคนไทยต้องปิดตัวลง”

ดังนั้น มีข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล คือ รัฐบาล “ต้องกล้า ไม่ถอย” ไม่ปล่อยให้ทุนเทาบิดเบือนอุตสาหกรรมไทย ภาครัฐต้อง Active จัดการผู้ประกอบการที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะต่างชาติที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์ระยะสั้น แต่ทิ้งปัญหาระยะยาวไว้ให้ประเทศ

และขอบคุณ 3 กระทรวง คือ 1.อุตสาหกรรม จัดการโรงงานผลิตไม่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และทำผิดกฎหมายโรงงาน 2.พาณิชย์ เร่งรัดไต่สวนมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) และมาตรการตอบโต้การหลบเลี่ยงการทุ่มตลาด (AC) 3.คลัง โดยกรมศุลกากรเข้มงวดตรวจจับการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย สำแดงพิกัดเท็จ เพื่อเลี่ยงภาษีและอากร AD

นอกจากนี้ ขอบคุณที่รัฐบาลออกมาตรการบรรเทาผลกระทบคู่สัญญาภาครัฐจากวิกฤติตะวันออกกลางตามข้อเสนอภาคเอกชน เพื่อพยุงสภาพคล่องผู้รับเหมาก่อสร้าง ช่วยเหลือภาคก่อสร้าง โดยมองว่า การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ คือ เครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญที่ยังถูกใช้ต่ำกว่าศักยภาพ หากรัฐยกระดับให้โปร่งใส เน้นคุณภาพ ทันต่อเหตุการณ์ สนับสนุนผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐาน และส่งเสริมการใช้สินค้าผลิตในไทย (Made in Thailand) จะทำให้การใช้งบประมาณสามารถสร้างทั้งความเติบโต และระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ดีได้จริง

“แม้อุตสาหกรรมเหล็กไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางพายุ แต่ในพายุยังมีโอกาส หากรัฐกล้าพอ เอกชนปรับตัวทัน และกติกาเป็นธรรม อุตสาหกรรมเหล็กไทยจะยกระดับทั้งระบบได้ โดยสมาชิกของ 10 สมาคมเหล็ก ได้เร่งพัฒนากระบวนการ และผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง รวมถึงเตรียมรับคลื่นใหม่ที่กำลังเข้ามา คือ ต้นทุนคาร์บอน ด้วยการผลักดันอุตสาหกรรมเหล็กสีเขียวและผลิตภัณฑ์ Green Steel”

สุเมธ งามเจริญ
ประธาน บริษัท เอ พลัส ซัพพลาย จำกัด

ยอมรับว่าการสู้รบในตะวันออกกลางเกิดขึ้นเร็วมาก ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs แทบตั้งตัวไม่ทัน ต้นทุนต่างๆปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่รู้จะสิ้นสุดที่ใด การสู้รบจะยังคงยืดเยื้อ สวนทางกำลังซื้อผู้บริโภคลดลง ซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็น ผู้ประกอบการต้องปรับตัว รับมือกับวิกฤติเหล่านี้ให้ได้ เพื่อประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อได้

สำหรับบริษัทในฐานะผู้ผลิตและส่งออกเครื่องสำอางแบรนด์ไทย “A BONNÉ” หรือ “เอ บอนเน่” ผู้ครองตลาดสินค้า “สครับผิว” สูตรต่างๆ รวมถึงสินค้ายอดนิยมอื่น เช่น โลชั่นบำรุงผิว และครีมอาบน้ำ โดยมีสัดส่วนตลาดในประเทศ 30% และส่งออก 70%  ตลาดหลัก คือ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม รวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และซาอุดีอาระเบียนั้น ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน บรรจุภัณฑ์ และวัตถุดิบที่ปรับขึ้นเช่นกัน

“ตอนนี้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกปรับขึ้นแล้วประมาณ 20% จากราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ขณะนี้ไม่ขาดแคลน แต่ราคายังขึ้นเรื่อยๆ ส่วนวัตถุดิบอื่นที่นำเข้า เช่น น้ำหอม เคมีภัณฑ์ต่างๆก็ขึ้นแล้ว 20% ค่าขนส่งก็ปรับขึ้นตามต้นทุนน้ำมันและสถาน การณ์โลจิสติกส์โลก ถ้าเราไม่ปรับตัวจะอยู่ไม่ได้”

ในการปรับตัว เรามอง “วิกฤติให้เป็นโอกาส” เพราะวิกฤติครั้งนี้รุนแรง และยาวนาน จึงมองถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด โดยเฉพาะวัตถุดิบ และต้นทุนที่สูงขึ้นมาก ตามแนวคิด “ทำน้อย ได้มาก” จากเดิมที่มุ่งผลผลิตอย่างเดียว เพื่อสร้างความคุ้มค่าให้กับทั้งองค์กร และลูกค้า

“เรารับมือวิกฤติไม่ได้แน่ ถ้ายังทำเหมือนเดิม จึงต้องเริ่มปรับตัว เริ่มแรกเลยดูว่า สินค้าใดที่ลูกค้าซื้อซ้ำ ซื้อต่อเนื่อง เป็น Hero Products หรือสินค้าหลัก ทั้งสครับผิวหลากหลายสูตร โลชั่นบำรุงผิว ครีมอาบน้ำ จากนั้นก็มาดูกระบวนการผลิตต้องลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์หลายฟังก์ชันในชิ้นเดียว เพื่อบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ และเพื่อให้ธุรกิจยังแข่งขันได้”

ส่วนสินค้าใดที่ขายไม่ดี เช่น กลุ่มมาส์กหน้า ลอกสิวเสี้ยน ที่แข่งขันรุนแรง อาจเลิกผลิต จ้างผลิต หรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งสูตร ขนาด บรรจุภัณฑ์ รวมถึงทำสินค้าให้ดูสนุก จัดกิจกรรมเชื่อมเรากับลูกค้า ทำให้การบริโภคครึกครื้น กระตุ้นการซื้อ อีกทั้งยังมีแผนพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ใช้พลาสติกประเภทอื่นที่ไม่ขาดแคลน นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการ  และปรับขั้นตอนทำงานให้กระชับขึ้น ปรับปรุงเครื่องจักร ใช้ระบบอัตโนมัติให้ผลิตได้มากขึ้น เร็วขึ้น  ขณะที่บุคลากรที่มีอยู่ก็ต้อง Up-Skill และ Re-Skill ให้มีประสิทธิภาพขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อเราบริหารจัดการภายในได้แล้ว โดยพัฒนาสินค้าใหม่ที่เหมาะสมกับต้นทุนปัจจุบัน เพื่อให้ยังรักษาคุณภาพไว้ได้ และผู้บริโภคยังเข้าถึงได้ และรู้สึกคุ้มค่า ก็ไม่ต้องปรับขึ้นราคา เพราะวันนี้ลูกค้าไม่ได้มองแค่ “ราคาถูก” แต่ต้องการสินค้าคุณภาพดีและคุ้มค่าเงิน เราจึงเลือกพัฒนาสินค้าที่ “จำเป็น คุ้มค่า และเข้าถึงได้”

อย่างไรก็ตาม หากการบริหารจัดการภายในยังไม่ครอบคลุมต้นทุนที่สูงขึ้นก็อาจต้องปรับขึ้นราคา แต่ต้องสมเหตุสมผลเพื่อให้ผู้บริโภคยังซื้อสินค้าต่อไป เพราะแบรนด์ “A BONNÉ” เน้นที่ความคุ้มค่า คุ้มราคาเป็นหลัก โดยสินค้าที่ขายในประเทศ ปรับขึ้นแล้วไม่เกิน 10% สินค้าส่งออกปรับขึ้น 15-20%

ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แม้ทำให้ยอดขายทรงๆทั้งในไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ แต่ยังไม่ทำให้ต้องลดเงินเดือนพนักงาน หรือลดการจ้างงาน แต่การส่งออกไปตะวันออกกลางที่หยุดชะงัก จากค่าขนส่งเพิ่มขึ้นจาก 50,000 บาทต่อตู้ เป็น 150,000 บาทต่อตู้ และบริษัทประกันภัยไม่รับประกันภัยสินค้า จนลูกค้ายอมจ่ายค่าสินค้า แต่ฝากของไว้ก่อนนั้น ส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการเช่าคลังเก็บสินค้าไว้ให้ก่อน

สำหรับข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ คือ ช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจ โดยเฉพาะลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ สนับสนุนการใช้และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในไทย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ที่สำคัญช่วยให้ธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น เพราะในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ สภาพคล่องเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อ และรักษาการจ้างงานได้.

ทีมเศรษฐกิจ


คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปเศรษฐกิจ” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ