
สศค. พิจารณาปรับโครงสร้าง TISA เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและทางเลือกให้ผู้เสียภาษี
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาปรับโครงสร้างมาตรการการออมเพื่อการลงทุนเพื่อใช้ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคล หรือ ทิสา (Thailand Individual Savings Account (TISA)) ใหม่ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้เสียภาษี พร้อมขยายขอบเขตสินทรัพย์ให้ครอบคลุมมากกว่าเพียงแค่การซื้อผ่านกองทุนรวม เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
สำหรับรูปแบบการออมภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักเพื่อความสะดวกของผู้ลงทุน ได้แก่ กลุ่มที่ต้องการบริหารจัดการเอง สามารถเลือกลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์ที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รับรองได้โดยตรง ส่วนกลุ่มที่ไม่ถนัดหรือไม่มีเวลาดูแลการลงทุน ยังคงสามารถเลือกออมผ่านกองทุนรวมได้เช่นเดิม โดยจะมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลบริหารจัดการให้ ซึ่งกลุ่มนี้อาจจะมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการเป็นส่วนต่าง
นายวินิจ กล่าวต่อว่า กระทรวงการคลังยังทบทวนวงเงินการออมและเงื่อนไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ในส่วนของตัวเลขและวงเงินการลงทุน ซึ่งเดิมเคยมีการระบุถึงตัวเลข 800,000 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนใหม่ทั้งหมด เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจได้เข้าสู่บริบทใหม่ โดยกระทรวงการคลังกำลังระดมความคิดเห็นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน
ส่วนกรอบเวลาการดำเนินงาน กระทรวงการคลังตั้งเป้าที่จะสรุปรายละเอียดและหลักเกณฑ์ทั้งหมดให้เร็วที่สุด โดยคาดหวังว่าจะเริ่มให้ผู้เสียภาษีสามารถซื้อและวางแผนการลงทุนภายใต้เงื่อนไขใหม่ได้ในปีภาษีหน้า เพื่อให้มีความชัดเจนและมีการประกาศล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างรอบคอบก่อนเริ่มดำเนินการจริง
“การปฏิรูปภาษีทั้งระบบและการปรับปรุงทิสาไม่ได้เป็นเพียงมาตรการแยกส่วน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนโครงสร้างรายได้และภาษีของภาครัฐในระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง โดยกรมสรรพากรกำลังพิจารณาเรื่องนี้ควบคู่ไปกับระบบรายได้ทั้งหมดของประเทศ เพื่อหาเครื่องมือที่เหมาะสมในการสร้างรายได้ที่เพียงพอต่อความต้องการในการพัฒนาประเทศและดูแลสวัสดิการของประชาชนระยะยาว”