
งง! กับการที่คนสารพัดชาติเข้ามาบุกยึดแหล่งท่องเที่ยวไทย ทำมาหากินโดยไม่ถูกกฎหมาย และบางคนกลายเป็น “มาเฟีย” คุมพื้นที่ หาผลประโยชน์หน้าตาเฉย
อย่างล่าสุด ชาวอิสราเอลจำนวนมากที่เข้ามาท่องเที่ยวไทย แต่กลับอยู่ยาวและทำมาหากินบนเกาะพะงัน และเกาะสมุย สุราษฎร์ธานี จากก่อนหน้านี้มีชุมชนชาวอิสราเอล ที่ อ.ปาย แม่ฮ่องสอนมาแล้ว
หน่วยงานรัฐในพื้นที่ไม่รู้เลยหรือว่าต่างชาติเหล่านี้มีพฤติกรรมอย่างไร รวมตัวกันเป็นแก๊งหาประโยชน์ หรือทำธุรกิจถูกต้องหรือไม่ เหมือนเข้ามาแย่งงาน แย่งอาชีพคนไทย ทำให้คนไทยเสียประโยชน์
“นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ต้องลงพื้นที่เกาะพะงัน ตรวจสอบให้เห็นกับตาเมื่อ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา และประกาศแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะ “หนักข้อขึ้นทุกวัน”
แต่ก่อนลงพื้นที่ของนายกฯ “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลบน 2 เกาะ เพื่อสกัดกั้นต่างชาติใช้คนไทยเป็น “นอมินี” หรือตัวแทนอำพรางเพื่อช่วยเหลือให้ทำธุรกิจโดยเลี่ยง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542
จากการตรวจสอบถึงกับผงะ!! บนเกาะเล็กๆแต่กลับมีต่างชาติทำธุรกิจมากถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะที่มี 16,811 ราย และที่สำคัญมีบางส่วนใช้คนไทยเป็นนอมินี
เมื่อแบ่งเป็นแต่ละเกาะ พบว่า เกาะพะงัน มีบริษัทที่ต่างชาติร่วมทุน 3,213 ราย จาก 4,761 ราย ซึ่ง 5 สัญชาติแรกที่ร่วมทุนสูงสุด คือ 1.อิสราเอล 720 ราย 2.ฝรั่งเศส 426 ราย 3.อังกฤษ 359 ราย 4.รัสเซีย 306 ราย 5.เยอรมัน 194 ราย ส่วนสมุย มีต่างชาติร่วมทุน 8,213 ราย จาก 12,050 ราย โดย 5 สัญชาติแรก คือ 1.ฝรั่งเศส 1,937 ราย 2.อังกฤษ 1,077 ราย 3.รัสเซีย 885 ราย 4.จีน 478 ราย 5.อิสราเอล 419 ราย
“นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า กรมร่วมกับพันธมิตรตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงันบ้างแล้ว พบสงสัยเป็นนอมินี 2 กลุ่มธุรกิจ
คือ 1.สำนักงานบัญชี ซึ่งเจ้าของเป็นผู้ถือหุ้น 66 บริษัท และที่ตั้งของสำนักงานบัญชีนี้ เป็นที่ตั้งของนิติบุคคล 89 แห่งโดยไม่ทำธุรกิจจริง
2.อสังหาริมทรัพย์ เป็นวิลล่าหรู 8 หลังให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเช่า โดยไม่มีใบอนุญาตทำกิจการโรงแรม อีกทั้งพบข้อสงสัยการถือครองที่ดิน การซื้อขายเพื่อเลี่ยงเสียภาษี และถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายนอมินี
ส่วนเกาะสมุย พบพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียน/รับทำบัญชี เป็นผู้ถือหุ้นข้างมากในบริษัทร่วมกับต่างชาติ เพื่อให้เป็นบริษัทไทย และอีก 1 ราย เป็นผู้ถือหุ้นใน 87 บริษัท จึงส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบเชิงลึกแล้ว ในช่วงนี้จึงเห็นดีเอสไอลุยตรวจสอบกรณีทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง
แต่ยังไม่จบเท่านี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังตะลุยสแกนนิติบุคคลจังหวัดอื่นอีก พบว่า ภูเก็ตมีบริษัทที่ต่างชาติร่วมทุน 11,626 ราย, พังงา 346 ราย, กระบี่ 749 ราย, พัทยา 19,910 ราย, หัวหิน 2,081 ราย, อ.ปาย 50 ราย จะประสานตำรวจขยายผลเชิงลึก และกวาดล้างเครือข่ายผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ถ้าหมดได้จริงจะสร้างโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำในการทำธุรกิจให้คนไทยได้แน่!!
ฟันนี่เอส
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม