
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าที่ ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้พิจารณาสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 และยังไม่เห็นฉากจบในเร็วๆ นี้ เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตี เป็นแรงกดดันให้ราคาพลังงานตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง
“ผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากนี้ไปคือ สินค้าขาดแคลน เริ่มเห็นแล้วในภาคการบิน กระทบนักท่องเที่ยวที่โดยสารผ่านเที่ยวบินจากตะวันออกกลางมายังประเทศไทย ซึ่งสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังวางใจไม่ได้ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจไทยอาจรุนแรงจากที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมจึงประเมินว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ของไทยในปีนี้ จะขยายตัวในช่วง 1.2-1.6% การส่งออกคาดว่าจะติดลบ 1.5% ถึงติดลบ 0.5% เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 2-3% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนคาดการณ์อยู่ที่ 0.2-0-7%“
โดยเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ภาคเอกชนจำเป็นต้องติดตามผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่จะมีผลต่อราคาวัตถุดิบ และปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจพัฒนาเป็นปัญหาระลอกใหม่ ดังนั้น ประเทศไทยต้องเร่งการลงทุนปรับโครงสร้างด้านพลังงาน เพิ่มการผลิตพลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และเร่งการลงทุนเพื่อเพิ่มเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
ที่ประชุมกกร.จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างเร่งด่วน จากปัจจุบันที่หลายภาคธุรกิจกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการผลิตส่งออก และความสามารถแข่งขันโดยจะนำเสนอข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และรมว.แรงงาน ต่อไป