
เกษตรกรไทยมีหนี้สินเฉลี่ย 250,000 บาทต่อครัวเรือนในปี 2568 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
นางโสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER Research) กล่าวในการออกบทความ PIER Research Brief หัวข้อ "ผ่าโครงสร้างหนี้เกษตรกรไทย: ข้อค้นพบเชิงประจักษ์และทางเลือกนโยบาย” ว่า จากการติดตามหนี้ของเกษตรกรไทย 3.79 ครัวเรือน พบว่า เกษตรกรเป็นภาคที่มีหนี้รวมต่อครัวเรือนสูงกว่าค่าเฉลี่ย หรือมีหนี้สูงกว่าภาคครัวเรือนอื่นถึง 3 เท่า โดยในปี 2568 มีหนี้เฉลี่ย 250,000 บาทต่อครัวเรือนและยังคงมีหนี้ในจำนวนสูงขึ้นต่อเนื่อง และ 30% กำลังจะมีหนี้ิสินเกือบ 500,000 บาทต่อครัวเรือน ทั้งนี้ 8 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2560-2568 พบว่า เกษตรกรเป็นหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 80% แต่มีเพียง 10% เท่านั้นที่ชำระเงินต้น และดอกเบี้ยต่อเนื่อง ที่เหลือมากกว่า 50% ชำระเพียงแค่ดอกเบี้ย ส่งผลให้เป็นหนี้เรื้อรัง
“มีครัวเรือนเกษตรกร 25% เท่านั้นทีี่มีแนวโน้มปิดจบหนี้ได้ด้วยตัวเอง ขณะที่ 52% ของครัวเรือน คิดเป็น 61% ของหนี้รวม มีแนวโน้มมีภาระผ่อนส่งหนี้ไปจนเลยอายุ 70 ปี โดยใน 52% นี้ มี 22% ที่ไม่มีโอกาสปิดจบหนี้ได้ เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอ ขณะที่อีก 30% ปิดจบหนี้ได้หากมีการแก้ไขพฤติกรรมการใช้จ่าย ผ่อนส่งหนี้ของเกษตรกร และความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน”
นางโสมรัศมิ์ กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่ พบว่า เกษตรกรไทยในขณะนี้ ส่วนใหญ่มีการหารายได้เพิ่มเติม ทำอาชีพเสริม แปรรูปสินค้าเกษตร รับจ้างทำงานอื่นๆ ทำให้มีรายได้เป็นรายเดือน แต่กรอบของการผ่อนส่งหนี้ยังเป็นรายปี ทำให้ไม่ได้นำเงินที่เหลือรายเดือนไปส่งหนี้แต่นำไปใช้จ่าย พอครบกำหนดรอบปีก็ส่งแค่ดอกเบี้ย อีกประเด็นหนึ่งที่เพิ่งรู้ คือ ลูกหนี้ต้องไปส่งที่สาขาของ ธ.ก.ส.เท่านั้น ซึ่งเกษตรกรที่เดินทางไปส่งหนี้ในอำเภอจะมีค่าใช้จ่าย 300-1,000 บาทต่อครั้ง ดังนั้น ในแต่ละเดือนแม้จะมีเงินเหลือ แต่ก็ไม่คุ้มที่จะเดินทางไปส่งหนี้ สุดท้ายเอาเงินไปทำอย่างอื่น
ทั้งนี้ เพื่อหาทางออกทางสถาบันป๋วยฯ ได้ร่วมกับ ธ.ก.ส.ทำการทดลองเพิ่มแรงกระตุ้นการผ่อนส่งหนี้ และปิดจบหนี้ของเกษตรกร 3 แนวทาง คือ 1.การปรับวิธีการตัดหนี้ โดยตัดหนี้เงินต้นก่อนดอกเบี้ย 2.ให้แรงจูงใจในการผ่อนหนี้ โดยทุก 1,000 บาทในการผ่อนหนี้จะได้รับ สลากผ่อนหนี้ ซึ่งจะจับแจกรางวัลทุกไตรมาส และ 3.ให้ทีมงานของ ธ.ก.ส.ลงพื้นที่ทุกหมู่บ้าน ทุกต้นเดือน เพื่อรับชำระหนี้ถึงพื้นที่ พบว่า 49% ของกลุ่มที่ได้รับแรงจูงใจมีการผ่อนหนี้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะแรงจูงใจโดยการให้สลาก และการรับชำระหนี้ในพื้นที่ แสดงให้เห็นว่า หากต้องการให้คนส่งหนี้มากขึ้น นอกจากความตั้งใจของลูกหนี้แล้ว สถาบันการเงินต้องช่วยด้วย ทั้งนี้ ในกลุ่มคนที่ไม่มีเงินพอส่งหนี้ 22% รัฐต้องเข้ามาช่วยแก้ไขโดยใช้งบประมาณลดหรือตัดหนี้ ซึ่งดีกว่าการช่วยเหลือแบบเดิมที่ช่วยทั้งหมด