
การเดินทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยตลอดกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เปรียบเสมือนการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง จากจุดเริ่มต้นเล็กๆในวันที่ประเทศยังมีรายได้ต่ำและต้องพึ่งพาการนำเข้า สู่การเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของยานยนต์พลังงานไฟฟ้า
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาห กรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2503 ประเทศไทยในขณะนั้นยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ของการพัฒนาอุตสาหกรรม รัฐบาลมีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ขึ้นภายในประเทศ ด้วยเหตุผลสำคัญคือการลดการนำเข้า สงวนเงินตราต่างประเทศและสร้างงานให้กับประชาชน นำไปสู่การประกอบรถยนต์สันดาปภายในครั้งแรกในปี 2504 ซึ่งมีเพียง 525 คัน จากยอดขายทั้งปี 6,860 คัน ตัวเลขดังกล่าวอาจดูเล็กน้อยในสายตาปัจจุบัน แต่ในบริบทของเวลานั้น ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญอย่างยิ่ง
จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยค่อยๆ เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านกำลังการผลิต เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ที่ประเทศไทยเริ่มส่งออกรถยนต์เป็นครั้งแรก จำนวน 12,950 คัน ปัจจัยสำคัญมาจากการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเห็นศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาค
หลังจากนั้น ประเทศไทยได้กลายเป็นฐานการผลิตรถกระบะที่สำคัญของโลก โดย เฉพาะจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ผลิตญี่ปุ่น ส่งผลให้ไทยก้าวขึ้นเป็น หนึ่งในประเทศผู้ผลิตรถยนต์อันดับต้นๆของโลก และเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน ช่วงเวลานี้เองที่อุตสาหกรรมยานยนต์กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย สร้างงาน สร้างรายได้ และก่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานขนาด ใหญ่ที่เชื่อมโยงไปยังอุตสาหกรรมอื่นจำนวนมาก
จุดสูงสุดของการเติบโตปรากฏชัดในปี 2556 ที่ประเทศ ไทยสามารถผลิตรถยนต์ได้ถึง 2,457,057 คัน และส่งออกได้สูงสุดกว่า 1.2 ล้านคัน สะท้อนถึงศักยภาพการผลิตที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ความรุ่งเรืองดังกล่าวก็มาพร้อมกับความท้าทาย โดยเฉพาะหลังโครงการรถยนต์คันแรก ซึ่งแม้จะกระตุ้นยอดขายในระยะสั้น แต่กลับดึงกำลังซื้อในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า ส่งผลให้ตลาดซบเซาในช่วงหลายปีถัดมาและการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเริ่มชะลอตัว
ในขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปภายในเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว โลกกลับกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของพลังงานสะอาด กระแสการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก กลายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้หลายประเทศประกาศยุติการใช้รถยนต์สันดาปภายในภายในปี 2578 นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนสำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการส่งออกรถยนต์สันดาปภายในเป็นหลัก
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไทยจึงเริ่มวางรากฐานสู่การเปลี่ยนผ่านตั้งแต่ปี 2558 ผ่านนโยบายส่งเสริมยานยนต์สมัยใหม่ หรือ S–Curve โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหัวใจสำคัญ แม้ในช่วงแรกจะยังไม่มีการลงทุนที่เป็นรูปธรรม แต่สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในปี 2565 เมื่อมีการเปิดตัวโครงการ EV 3.0 ซึ่งให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อ ลดภาษี และเปิดทางให้มีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าในราคาที่เข้าถึงได้
ผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากหลักพันเป็นหลักหมื่นภายในเวลาไม่นาน และทะยานสู่หลักแสนในปี 2568 ที่มียอดจดทะเบียนกว่า 118,000 คัน เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะเดียวกัน เงื่อนไขของโครงการที่กำหนดให้ผู้นำเข้าต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้า ก็กลายเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง
ปี 2567 จึงเป็นปีแรกที่ประเทศไทยเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และในปีถัดมาการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งมีการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรก ถือเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่แสดงให้เห็นถึง
การเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้ผลิตเครื่องยนต์สันดาป” สู่ “ผู้ผลิตเทคโนโลยีแห่งอนาคต” การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของรถยนต์สันดาปภายในในทันที ประเทศไทยยังคงต้องผลิตและส่งออกรถยนต์ประเภทนี้ไปยังประเทศที่ยังไม่พร้อมสำหรับเทคโนโลยีไฟฟ้า ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และบุคลากร เพื่อรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว
เมื่อพิจารณาในภาพรวมจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไม่เคยหยุดนิ่ง หากแต่ปรับตัวตามบริบทของโลกอยู่เสมอ จากการเริ่มต้นเพื่อทดแทนการนำเข้า สู่การเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก และกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางของยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค
การเปลี่ยนผ่านนี้อาจเปรียบได้กับการเปลี่ยนเครื่องยนต์ของประเทศทั้งระบบ ซึ่งต้องอาศัยทั้งเวลา การลงทุน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แต่หากดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีทิศทางที่ชัดเจน ก็อาจเป็นก้าวสำคัญที่พาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในอนาคตได้อย่างแท้จริง!!!
เจริญสุข ลิมป์บรรจงกิจ
คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม