
ยังเป็นเรื่องราวให้โจษจัน เมื่อ ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร ตัวเต็งปลัดกระทรวงการคลังหญิงคนแรก ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ ทิ้งไว้แต่ความสงสัยใคร่รู้
ยังเป็นเรื่องราวให้โจษจัน เมื่อ ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร ตัวเต็งปลัดกระทรวงการคลังหญิงคนแรก ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ ทิ้งไว้แต่ความสงสัยใคร่รู้
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ดร.กุลยาประสงค์จะลาออกจริง โดยได้ยื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงการคลัง “ลวรณ แสงสนิท” ช่วงปลายเดือน มี.ค.2569 เพื่อให้การลาออกมีผลต้นเดือน พ.ค.2569 แต่ถูกปลัดลวรณระงับและขอให้กลับไปทบทวนอีกครั้ง ตามระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ปลัดกระทรวงมีสิทธิยับยั้งได้ 30 วัน ใบลาออกน่าจะมีผลวันที่ 1 พ.ค.2569
นอกจากสร้างแรงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น การลาออกของ ดร.กุลยาในฐานะดาวรุ่งของกระทรวงการคลัง ยังถือเป็นความสูญเสียข้าราชการที่มีความรู้ ความสามารถในเศรษฐกิจมหภาค ผู้อธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ด้วยทักษะการสื่อสารและความเข้าใจที่ถี่ถ้วน
ทุกคนคาดเดากันไปต่างๆนานาว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้าราชการอนาคตไกล อายุน้อยที่ตัดสินใจไขก๊อกก่อนเกษียณ แต่คนที่รู้ความจริงคือ ดร.กุลยาเท่านั้น!!!
สมมติฐานที่ 1 ว่ากันว่าจุดเริ่มต้นของการลาออกมาจากการถูกสลับสับเปลี่ยนตำแหน่ง หลังนั่งอธิบดีกรมศุลกากรได้ 7 วัน ถูกโยกกลับไปเป็นอธิบดีกรมสรรพากร เปิดทางให้พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่เพิ่งขึ้นตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลังได้แค่ 7 วัน เหาะเหินเข้ามาเสียบตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากรแทน หลังจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เข้าดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง
เอาความจริงมาพูด การโยกย้ายก่อนหน้าที่ ดร.เอกนิติ จะตัดสินใจลาออกจาก “อาชีพราชการ” ตำแหน่งสุดท้ายคืออธิบดีกรมธนารักษ์ ไปดำรงตำแหน่งทางการเมือง “รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง” นั้น มีความยุ่งเหยิงอยู่ไม่น้อย จากความพยายามในการวิ่งเต้น สลับสับเปลี่ยนตำแหน่ง
หลังการเลือกตั้งผ่านไป พรรคภูมิใจไทยกลับมาอีกครั้ง พร้อม ดร.เอกนิติที่กลับมานั่งเก้าอี้เดิม นำมาสู่การตัดสินใจของ ดร.กุลยาในที่สุด
นอกจากนั้น ดร.กุลยายังอาจต้องรับแรงเสียดทานจากคำครหา ในฐานะดาวเด่นของกระทรวงการคลังที่ถูกวางตัวให้เป็น “ปลัดกระทรวงการคลัง” สืบทอดจากปลัด “ลวรณ” เพราะเป็นน้องรัก...
หากจับชีพจรความสัมพันธ์ระหว่าง ดร.เอกนิติ เจ้ากระทรวง และ ดร.กุลยานั้น พบว่าทั้งสองเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจไม่สนิทคลุกคลีตีโมง แต่เห็นหน้าค่าตากัน รุ่นไล่เลี่ยกัน
เส้นทางที่กระทรวงการคลัง ทั้ง 2 มักถูกหยิบยกให้เป็นคู่แข่ง ชิงตำแหน่ง “ปลัดกระทรวงการคลัง” ถัดจากปลัด “ลวรณ” ตลอดมา ทั้งคู่มีความรู้ ความสามารถ เป็นที่ประจักษ์
ดร.กุลยาได้ขึ้นระดับ 10 ที่ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จากนั้นโยกไปดำรงตำแหน่งบริหาร นั่งเก้าอี้อธิบดีกรมบัญชีกลาง ขยับสู่ตำแหน่งกรมจัดเก็บรายได้ ครบ 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร แต่ได้นั่งเก้าอี้ “อธิบดีกรมศุลกากร” เพียงแค่ 7 วัน
ส่วน ดร.เอกนิติขึ้นระดับ 10 ในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จากนั้นขยับขึ้นนั่งอธิบดีกรมสรรพากร โชว์ฝีมือวางระบบการชำระภาษีออนไลน์ จัดเก็บภาษีจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างประเทศ กรมสรรพสามิตได้พยายามริเริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และภาษีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จนถูกโยกไปนั่งตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ในสมัยปลัดลวรณ และตัดสินใจลาออกเมื่อถูกทาบทามให้มานั่งเก้าอี้ รมว.คลัง
ฉากทัศน์ของ ดร.เอกนิติ กับ ดร.กุลยา มองเผินๆเหมือนไม่มีอะไร แต่ลึกลงสู่ก้นบึ้งของหัวใจ คือ “คุยกันแค่ตามหน้าที่”
นำไปสู่สมมติฐานที่ 2 ของการลาออก พลันที่ ดร.เอกนิติ กลับมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง อีกครั้ง ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย สมัยที่ 2
ดร.กุลยาจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกทันที เชื่อว่าประเมินแล้ว อยู่ไปอาจไม่มีโอกาสเติบโต ไม่มีโอกาสโชว์ผลงาน สังเกตได้ว่าหลัง ดร.เอกนิติเข้าดำรงตำแหน่งครั้งที่ 2 ดร.กุลยาเก็บตัวเงียบ ไม่มีการออกข่าวใดๆ
บทสรุปสุดท้าย เมื่อ ดร.เอกนิติมาเป็นผู้บังคับบัญชาสายตรง รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในสมัยที่ 2 อยู่กันแบบยาวๆ ขณะที่พี่รัก “ปลัดลวรณ” จะเกษียณอายุในปี 2570
ผู้มีความสามารถอย่าง “ดร.กุลยา” ดีกรีปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง) มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ปริญญาโท-เอกจากสหรัฐอเมริกา จึงตัดสินใจโบกมือลา...ในที่สุด.
ดวงพร อุดมทิพย์
คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม