
“1 เดือนกับอีก 3 สัปดาห์กับอีก 2 วัน” แล้วที่คนทั่วโลก รวมทั้งคนไทย ต้องเผชิญกับความสับสน และความไม่มั่นใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า
และแม้ว่าวันนี้หลายฝ่ายจะมองว่าสงครามสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน กำลังจะเข้าช่วงโค้งสุดท้าย และอาจจะสามารถเจรจาสงบศึกลงไปได้ในอีกไม่นานนัก เบ็ดเสร็จน่าจะ 3 เดือน ตามที่บรรดากูรูประเมินไว้ในช่วงก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม มีการประเมินว่าสิ่งที่จะมีความแตกต่างไปจากการคาดการณ์เดิม ก็คือ “ระยะเวลาในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก” เพราะนอกเหนือจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะก่อให้เกิด “ภาวะข้าวยากหมากแพง” ไปอีกเป็นปีหรือหลายปีจากความเสียหายของโครงสร้างทางพลังงานในตะวันออกกลางที่ต้องได้รับการซ่อมแซมฟื้นฟูขนานใหญ่ และการขนส่งสินค้าจำเป็นที่ชะงักงันไปหลายเดือน หลังมีการปิดตายช่องแคบฮอร์มุซแล้ว
ผลทางจิตวิทยาของสงครามครั้งนี้ยังได้ทำลาย “ความเชื่อมั่น” ของผู้คนทั่วโลกมากกว่าที่คาดคิด
และแม้สงครามอิหร่านจบลง แต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงร้อนแรง “คิวบา และกรีนแลนด์” ยังเป็นเป้าหมายที่สหรัฐฯพร้อมจะก่อสงครามใหม่เพื่อให้ได้ครอบครอง และไม่มีใครรู้ว่า “เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” จะเป็นเป้าหมายต่อไปหรือไม่ หลังจากที่เริ่มมีการเอ่ยถึง “ช่องแคบมะละกา” บ่อยครั้ง
ในเวลาเดียวกัน การชิงความเป็น “มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ” ของโลกระหว่างจีนและสหรัฐฯยังคงคุกรุ่น สหรัฐฯยังพยายามลดทอนศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารของจีน
ที่กำลังขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลกให้ลดลงมากที่สุด เพื่อให้ “อเมริกากลับมายิ่งใหญ่” อีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่า จีนคงไม่อยู่เฉยยอมเป็น “เป้านิ่ง”
โลกยุคจากนี้ จึงเป็น “ยุคของความหวาดระแวง และการเอาตัวรอด” ซึ่ง “มิตรภาพ” และ “ผลประโยชน์” อาจไม่ได้มาพร้อมกัน ทุกฝ่ายทุกประเทศจะคุยกันบนพื้นฐานของ
“การเอาตัวเองรอด” เป็นที่ตั้ง การเจรจาหารือเพื่อต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองและการค้า จะเข้มข้นมากกว่าที่เราเคยเจอ และแน่นอนว่าการใช้กำลังการทหารเข้าจัดการเรื่องผลประโยชน์ อาจจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ไม่อาจยอมรับได้ แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธ
สถานการณ์เช่นนี้ไม่ดีอย่างยิ่งต่อ “เศรษฐกิจไทย” ที่อยู่ในช่วงเปราะบางมากทั้งฐานะการเงิน หรือกำลังซื้อที่ถดถอย และเป็นช่วงที่ต้องการ “ความเก่งกาจรอบรู้ ความตั้งมั่น และความซื่อสัตย์ไม่คดโกง” ของนักการเมืองที่เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเข้ามาชี้นำชีวิตของประชาชนคนไทย และออกมาตรการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยไม่ให้ตกอยู่ในภาวะวิกฤติที่รุนแรงกว่านี้
“การเอาตัวให้รอด” ในยุคที่การเมืองและเศรษฐกิจโลกตึงเครียดเป็นทักษะที่จำเป็นมาก ซึ่งรัฐบาลต้องทำทุกวิถีทางเพื่อ “เอาประเทศไทยให้รอด” วิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ รวมทั้งไม่ปล่อยให้คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดฉวยโอกาสผลักภาระให้คนไทย แล้ว “เอาตัวรอด” ไปฝ่ายเดียว.
มิสเตอร์พี
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม