
ส่องแผนเศรษฐกิจ "อนุทิน 2"ชูยุทธศาสตร์ AIและBig Data พลิกโฉมประเทศ จับตามาตรการ "หนี้ดีมีรางวัล" ลดรายจ่ายค่าน้ำ-พลังงานทันที ชู อุตสาหกรรมใหม่ปั้น Deep Tech ควบคู่โมเดลท่องเที่ยว 365 วัน
เป็นอีกหมุดหมายสำคัญของประเทศไทย ช่วง 9-10 เมษายน 2569 เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ตบเท้าเข้าสู่รัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายบริหารราชการแผ่นดิน ท่ามกลางกระแสข่าวการเตรียมแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เพื่อเร่งสปีดผลงานให้เห็นผลตั้งแต่วันแรก
ทั้งนี้ Thairath Money ได้สรุปนโยบายสำคัญ ๆ เฉพาะ "ด้านเศรษฐกิจ" จากเอกสารคำแถลงนโยบายความยาว 90 หน้า ออกมาให้คนไทยจับตา ว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ หลังพบแนวนโยบาย ต่างไปจากการบริหารแบบเดิมๆ แต่คือการ "Set Zero" ปัญหาเก่า และ "Re-structure" โครงสร้างใหม่ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์อย่างน่าสนใจ
ภายใต้คำกล่าวของนายกฯ ว่าต้องการสร้างโอกาสและนําพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับพี่น้องคนไทยนับหลังจากนี้
รัฐบาลอนุทิน 2 เริ่มต้นด้วยการแก้พายัพเศรษฐกิจที่กัดกินคนไทยมานาน นั่นคือ "ปัญหาหนี้สิน" แต่ครั้งนี้มาในรูปแบบ "ยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง" ผ่านการเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ระหว่างสถาบันการเงินและสหกรณ์ เพื่อแก้หนี้แบบเบ็ดเสร็จ
เป็นการเปลี่ยน "เครื่องยนต์เศรษฐกิจ" ครั้งใหญ่ รัฐบาลมุ่งเป้าไปที่การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อพาไทยพ้นจากการเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต
“พัฒนาตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของธุรกิจนวัตกรรม จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) บ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมรายใหม่ (Start-up) ที่มีศักยภาพให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลกรวมทั้งการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการเตรียมความพร้อมและกําลังคน สําหรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต”
ในมิติด้านการค้า พบว่ารัฐบาลประกาศจุดยืน "เปลี่ยนคู่ค้าเป็นพันธมิตร" แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความเท่าเทียม เพื่อสร้างแต้มต่อ SMEs ไทย ด้วยการบังคับใช้มาตรการ "Made in Thailand First" ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีที่ยืนในห่วงโซ่อุปทาน
" การให้สินค้าและบริการไทยเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าในการจัดซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ของภาครัฐจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูง การปรับปรุงโครงสร้างภาษีและดําเนินมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย อาทิ การให้แต้มต่อ แก่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand First) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการไทย"
ขณะเดียวกัน ก็มีการประกาศสงครามกับธุรกิจนอมินีข้ามชาติที่เข้ามาทำธุรกิจอย่างไม่โปร่งใส เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของวิสาหกิจชุมชนและ SMEs ไทยอย่างจริงจัง
เปลี่ยนผ่านเกษตรกรรมดั้งเดิมสู่ "เกษตรมั่นคง" ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพและ AI
“การปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาคุณภาพ เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน อาทิ การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ต้นพันธุ์ ปุ๋ยคุณภาพสูง โดยสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในด้านปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ย เพื่อลดการพึ่งพาการนําเข้าและสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนให้แก่เกษตรกร ตลอดจนดําเนินการจัดการที่ดินเพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงในสิทธิที่ดินทํากินอย่างเป็นธรรม”
การปรับโครงสร้างที่สร้างเสียงฮือฮาที่สุด คือการเตรียมออกกฎหมาย "โอนภารกิจท่องเที่ยวไปสู่กระทรวงวัฒนธรรม" โดยรัฐบาลเตรียมใช้การทูตวัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ ยกระดับท่องเที่ยวจากเชิงปริมาณสู่เชิงมูลค่าสูง (Value-based)
และพัฒนาพื้นที่รองรับกลุ่มอาชีพศักยภาพสูงที่ทำงานจากที่ไหนก็ได้ในโลก (Work from Anywhere) ให้มาพำนักในไทยระยะยาว พร้อมระบบประกันสุขภาพภาคบังคับที่เชื่อมโยงกับสาธารณสุขไทย
ทั้งหมด จะเห็นได้ว่า การแถลงนโยบายครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลอนุทิน 2 กำลังเดิมพันกับ "เทคโนโลยี" และ "ข้อมูล" เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือ "การบังคับใช้กฎหมาย" โดยเฉพาะการจัดการปอมินีข้ามชาติ และการทำให้โครงการ "คนละครึ่ง พลัส" เชื่อมโยงกับทักษะดิจิทัลของคนไทยได้อย่างไรให้เห็นผลเป็นรูปธรรมนั่นเอง
ที่มา : ตึกไทยคู่ฟ้า
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney