นายกฯ มีอำนาจขอให้พยุงราคาน้ำมัน

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

นายกฯ มีอำนาจขอให้พยุงราคาน้ำมัน

Date Time: 31 มี.ค. 2569 04:00 น.

Summary

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นร้อนแรงและทำให้ประชาชนวิตกกังวลมากที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งปัญหาบางปั๊มน้ำมันไม่มีน้ำมันให้เติม ต้องไปรอคิวกันตั้งแต่ยังไม่สว่าง ขณะที่เมื่อมีน้ำมันให้เติมราคาน้ำมันก็พุ่งพรวดขึ้นไปแล้วเฉลี่ย 10 บาทต่อลิตร 

Latest

พร้อมขับเคลื่อนอนาคต

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นร้อนแรงและทำให้ประชาชนวิตกกังวลมากที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งปัญหาบางปั๊มน้ำมันไม่มีน้ำมันให้เติม ต้องไปรอคิวกันตั้งแต่ยังไม่สว่าง ขณะที่เมื่อมีน้ำมันให้เติมราคาน้ำมันก็พุ่งพรวดขึ้นไปแล้วเฉลี่ย 10 บาทต่อลิตร ทำให้คนส่วนใหญ่แม้อยากจะไปเติมเต็มถัง แต่กระเป๋าสตางค์ร้องขอชีวิต

ที่สำคัญคือทุกสำนักมองตรงกันว่า สงครามครั้งนี้จะไม่จบง่าย อาจจะลากยาวไปถึง 3 เดือน และแม้สงครามจบ ผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงจะกระทบเศรษฐกิจ และกระเป๋าเงินของเรายาวไปอีกเป็นปี

และทุกครั้งที่เกิด “วิกฤติราคาน้ำมัน” เราก็จะมาพูดกันเรื่อง “การปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน” และเรื่องแรกที่มักตกเป็นเป้า คือ “ภาษีน้ำมัน” เพราะในน้ำมัน 1 ลิตร จะมีการเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีท้องถิ่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ กองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ทำให้น้ำมันขายปลีกแพงขึ้น

และอีกประเด็นหนึ่งที่ถูกชี้เป้า คือ “ค่าการกลั่น” ที่เพิ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาจนโรงกลั่นมีกำไรมหาศาล แล้ว “ค่าการกลั่น” คืออะไร ค่าการกลั่นคือ ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปก่อนหักต้นทุนการผลิต โดยต้นทุนที่ว่าคือ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าไฟฟ้า ค่าแรง ค่าบำรุงรักษา ฯลฯ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ตลาดพลังงานตึงตัว ค่าการกลั่นจะเพิ่มขึ้นตามด้วย แต่ช่วงที่คนใช้น้ำมันน้อย ราคาลดลง ค่าการกลั่นก็ลดลงเช่นกัน

แต่ครั้งนี้พิเศษตรงที่ว่า แม้ความต้องการน้ำมันในโลกนี้จะสูงมาก ราคาก็พุ่งสูง แต่ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยก็พุ่งขึ้นสูงมากเช่นกัน โรงกลั่นก็ต้องรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น และตามกลไกตลาดเสรี แม้เขาจะกำไรหรือขาดทุน รัฐจะเข้าไปสั่งการหรือแทรกแซงให้ลดราคา หรือกำหนดกำไรตามใจชอบไม่ได้ เพราะจะทำให้ทั่วโลกไม่เชื่อถือ

หากรัฐบาลต้องการที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับระบบพลังงานไทยก็ควรจะกลับมาให้ความสนใจกับการปรับปรุงวิธีการคำนวณค่าการกลั่นให้สะท้อนต้นทุนจริง เช่น การปรับฐานอ้างอิงราคาน้ำมันดิบ การหาต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงในการนำเข้าน้ำมัน หรือการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากกำไรส่วนเกินของบริษัทพลังงานในช่วงวิกฤติราคา หาวิธีที่จะสร้างระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องรอบด้าน ทำให้ประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริงน่าจะดีกว่า

แต่ในระยะสั้น วิกฤติน้ำมันครั้งนี้ไม่ธรรมดา ภาครัฐต้องเร่งหากลไกในการรองรับแรงกระแทก ซึ่งนอกเหนือจากใช้กองทุนน้ำมันฯอุดหนุนราคา หรือการลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ภาครัฐควรใช้อำนาจที่มีในการบริหารจัดการ นายกฯควรขอความร่วมมือธุรกิจโรงกลั่นให้มีส่วนช่วยในการพยุงราคาขายปลีกในประเทศ หรือหารือกับโรงกลั่นเพื่อขอนำรายได้บางส่วนมาช่วยบรรเทาภาระของประชาชนในช่วงวิกฤติ จากกำไรลาภลอยที่ได้เพิ่มขึ้น

เชื่อว่า ณ วันนี้ ภาคเอกชนเองก็เข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมร่วมหาทางออก เพราะหากคนไทยอยู่ต่อไปไม่ไหว เศรษฐกิจไทยล่มสลายก็ไม่มีใครอยู่ได้เช่นกัน.

มิสเตอร์พี

คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ