ราคาน้ำมันพุ่ง สะเทือนทั้งประเทศ เสียงสะท้อนภาคธุรกิจและคำถามใหญ่ถึงรัฐบาล

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ราคาน้ำมันพุ่ง สะเทือนทั้งประเทศ เสียงสะท้อนภาคธุรกิจและคำถามใหญ่ถึงรัฐบาล

Date Time: 30 มี.ค. 2569 04:31 น.

Summary

“การตรึงราคา” ไม่สามารถทำได้ตลอดไป เมื่อรัฐเริ่มลดการอุดหนุน ราคาน้ำมันจึงถูกปล่อยให้สะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “น้ำมันแพงขึ้นหรือไม่” แต่คือ “เศรษฐกิจไทยพร้อมรับแรงกระแทกหรือยัง”

Latest

เปิดเบื้องลึก “ชนะ”ถอนตัวชิงบิ๊กส.อ.ท. ท่ามกลางกระแสเลือกตั้งไม่โปร่งใสสะพัดวงการ

ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากภายในประเทศ หากแต่มีต้นกำเนิดไกลออกไปหลายพันกิโลเมตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง พื้นที่ซึ่งความขัดแย้งยังคงไร้สัญญาณยุติ และกำลังส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงมายังเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะ “ราคาพลังงาน” ที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจยุคนี้

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งพรวดอย่างรวดเร็ว ความร้อนแรงดังกล่าวไม่ใช่เพียงตัวเลขในตลาดซื้อขายพลังงาน แต่กำลังกลายเป็นต้นทุนชีวิตจริงของผู้คนและธุรกิจทั่วประเทศไทย เพราะในฐานะประเทศนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด ไทยแทบไม่มีทางหลีกเลี่ยงแรงกระแทกนี้ได้เลย

การประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกลิตรละ 6 บาทในช่วงกลางดึกวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เพียงข่าวเศรษฐกิจธรรมดา หากแต่เป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ถึงข้อจำกัดของนโยบายรัฐที่เคยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือพยุงค่าครองชีพมาอย่างยาวนาน

วันนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบกว่า 35,000 ล้านบาท และมีเงินไหลออกมากกว่าวันละ 2,000 ล้านบาท แม้ล่าสุดจะลดลงเหลือประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อวัน แต่สถานะดังกล่าวสะท้อนชัดว่า “การตรึงราคา” ไม่สามารถทำได้ตลอดไป เมื่อรัฐเริ่มลดการอุดหนุน ราคาน้ำมันจึงถูกปล่อยให้สะท้อนกลไกตลาดมากขึ้น

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “น้ำมันแพงขึ้นหรือไม่” แต่คือ “เศรษฐกิจไทยพร้อมรับแรงกระแทกหรือยัง” เพราะทันทีที่ราคาน้ำมันขยับขึ้นพรวด เศรษฐกิจทั้งระบบก็สั่นคลอนหนักในทันที

ดีเซลคือหัวใจโลจิสติกส์ไทย

เสียงสะท้อนที่ดังที่สุดเริ่มต้นจากภาคอุตสาหกรรม เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ภาพสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า การปรับขึ้นครั้งนี้ถือเป็นการขึ้นราคาสูงสุดในคราวเดียว และเป็นการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 ภายในสัปดาห์เดียว ผลกระทบไม่ได้เกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เกิด “ทันที”

ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นทันที โรงงานต้องแบกค่าเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นทันที และต้นทุนวัตถุดิบก็สูงขึ้นทันทีเช่นกัน เพราะดีเซลคือหัวใจของระบบโลจิสติกส์ไทย ตั้งแต่รถบรรทุกสินค้า รถขนวัตถุดิบ ไปจนถึงเครื่องจักรในสายการผลิต

ส.อ.ท. ประเมินว่า หากราคาดีเซลอยู่ระดับ 38.94 บาทต่อลิตร ต้นทุนขนส่งอาจพุ่งขึ้น 20-25% และราคาสินค้าในภาพรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 8-10% ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้ออาจเร่งตัวแตะ 5-6% ซึ่งหมายความว่า ผู้บริโภคจะเริ่มรู้สึกว่ารายได้เท่าเดิม แต่ใช้ชีวิตยากขึ้นทุกวัน

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือนาฬิกาเศรษฐกิจกำลังเดินเข้าสู่เดือนเมษายน เมื่อสต๊อกสินค้าที่ซื้อไว้ก่อนน้ำมันขึ้นราคาหมดลง ราคาสินค้าลอตใหม่จะต้องปรับขึ้นตามกลไกตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และในสายตาภาคอุตสาหกรรม วิกฤติยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะ “ค่าไฟฟ้า” อาจกลายเป็นระเบิดลูกถัดไป หากค่าไฟฟ้าผันแปรปรับเกิน 4 บาทต่อหน่วย อุตสาหกรรมพลังงานสูงอย่างเหล็ก ซีเมนต์ เซรามิก เยื่อกระดาษ และเคมีภัณฑ์ จะเผชิญต้นทุนซ้ำซ้อนจนกระทบความสามารถแข่งขันของประเทศ

เมื่อโรงงานเริ่มหายใจติดขัด ผลกระทบจะไหลลงสู่ผู้ประกอบการรายเล็กทันที

ธุรกิจ SME ซึ่งมีสายป่านสั้นกำลังกลายเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด เพราะต้นทุนเพิ่มขึ้นรวดเร็ว แต่ไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ทัน ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจึงเริ่มปรากฏอย่างเงียบๆ

ขอเพียงน้ำมันอย่าขาดแคลน

ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤติโควิดกลับต้องเผชิญคลื่นลูกใหม่ที่ชื่อว่า “น้ำมันแพง”

ที่เมืองพัทยา เมืองท่องเที่ยวระดับโลก นางสาวชลิตา บุญมาฉาย นายกสมาคมเรือเร็วโดยสารบาลีฮายพัทยา เล่าถึงสถานการณ์ด้วยน้ำเสียงกังวลว่า ธุรกิจเรือนำเที่ยวซึ่งต้องใช้น้ำมันวันละประมาณ 600 ลิตร กำลังเผชิญปัญหาทั้งราคาที่พุ่งขึ้นและการจำกัดปริมาณขายน้ำมัน

จากเดิมใช้น้ำมันวันละประมาณ 18,000 บาท แต่หลังจากเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศประเทศไทย ทำให้ปั๊มน้ำมันเริ่มมีมาตรการการขายที่รัดกุมมากขึ้น โดยจะขายน้ำมันให้กับผู้ประกอบการเรือเพียง 200 ลิตรต่อ 1 ผู้ประกอบการเท่านั้น บางปั๊มก็ให้โควตาน้ำมันไม่ถึง จึงทำให้ผู้ประกอบการเรือต้องวิ่งหาปั๊มน้ำมันเพื่อเติมให้ได้ตามจำนวนที่จะต้องใช้กับเรือสปีดโบ๊ตและนำเที่ยวของตัวเอง

ด้านผลกระทบในปัจจุบัน ผู้ประกอบการเรือสปีดโบ๊ตและเรือนำเที่ยวต่างๆในเมืองพัทยา เริ่มมีความกังวล หากอนาคตน้ำมันขาดแคลน ผู้ประกอบการเรือคงได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก กิจการต้องหยุดชะงักลงอย่างแน่นอน โชคดีที่ปั๊มน้ำมันในเขตพื้นที่เมืองพัทยายังเห็นใจผู้ประกอบการเรือนำเที่ยว โดยยินยอมให้มีการเติมน้ำมันใส่ถังน้ำมันสำรอง (30 ลิตร) แต่บางปั๊มน้ำมันไม่อนุญาตให้เติมน้ำมันใส่ถัง จนผู้ประกอบการมีแนวคิดว่าหากอนาคตไม่ให้เติมน้ำมันใส่ถังสำรองให้ คงจะลากเรือไปเติมที่ปั๊มน้ำมัน

ส่วนเรื่องน้ำมันมีการขึ้นราคาแบบพุ่งพรวด 6 บาท ภายในวันเดียวช่วงกลางดึกคืนวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ยอมรับตกใจมาก แต่ถึงแม้ราคาน้ำมันจะเพิ่มสูงขึ้น ในฐานะผู้ประกอบการเรือสปีดโบ๊ต คงต้องยอมรับสภาพ

“ขอเพียงน้ำมันอย่าขาดแคลน หากน้ำมันขาดแคลน นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการจะได้รับผลกระทบโดยตรงและกิจการให้บริการนักท่องเที่ยวจะหยุดชะงักลงทันที”

เร่งออกมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว

สถานการณ์ที่เมืองพัทยาคล้ายกับที่จังหวัดกระบี่ เมืองท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของประเทศ นายชัยภัทร วสุนทรา นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการต้องเผชิญปัญหาซ้อนกันหลายด้าน ทั้งการยกเลิกเที่ยวบินจากตะวันออกกลางที่ทำให้นักท่องเที่ยวหายไป 20–30% และต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

รถรับส่งนักท่องเที่ยวต้องรวมเที่ยววิ่งเพื่อลดค่าน้ำมัน ค่าโดยสารบางเส้นทางปรับเพิ่มขึ้นทันที 100 บาทต่อเที่ยว ขณะที่เรือนำเที่ยวต้องบวกต้นทุนเพิ่มในทุกแพ็กเกจ

แม้ผู้ประกอบการจะพยายามประคองราคาเพื่อรักษานักท่องเที่ยว แต่ความจริงคือพวกเขากำลังแบกรับต้นทุนแทนลูกค้าอยู่

นายชัยภัทร กล่าวว่า ทันทีที่รัฐบาลสั่งห้ามมีการกักตุนน้ำมัน ผู้ประกอบการทำทัวร์ได้รับความเดือดร้อนทันที จากปัญหาการซื้อน้ำมันไปใช้กับเรือนำเที่ยว เพราะเดิมเราจะซื้อน้ำมันใส่แกลลอน แต่หลังมีคำสั่งห้าม ทำให้บางรายซื้อน้ำมันไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ยังโชคดีที่เป็นลูกค้าประจำกับปั๊มในพื้นที่ ทางปั๊มจึงเข้าใจว่าไม่ได้ซื้อเพื่อกักตุน จึงซื้อขายได้ปกติ แต่ต้องลดปริมาณน้ำมันที่ซื้อลง เพราะน้ำมันมีปริมาณจำกัด หากผู้ประกอบการเรือรายใดต้องใช้น้ำมันมาก ก็ต้องแก้ปัญหาด้วยการวิ่งซื้อถี่ขึ้น จากเดิมซื้อสัปดาห์ละ 1 รอบ ก็อาจต้องวิ่งซื้อเพิ่มเป็น 2-3 รอบ

นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวฯ กล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุด ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นลิตรละ 6 บาทในวันเดียวว่า ยอมรับว่าการปรับขึ้นอย่างก้าวกระโดดของราคาน้ำมันครั้งล่าสุด ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการแน่นอน ตอนนี้จึงมีผู้ประกอบการบางรายที่ต้องใช้น้ำมันเป็นหลัก เช่น รถรับส่งนักท่องเที่ยว รถโดยสาร เรือนำเที่ยว ต้องปรับตัวด้วยการบริหารจัดการเส้นทางวิ่งของรถ หากมีกลุ่มนักท่องเที่ยวเข้ามาสนามบินในเวลาใกล้กัน และไปพักโรงแรมเดียวกัน หรือใกล้กัน ก็อาจจะให้เดินทางพร้อมกันด้วยรถคันเดียว

“สิ่งที่อยากฝากถึงรัฐบาล อยากให้รีบตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มโดยเร็ว แล้วเร่งออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อให้ทันช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีกลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นคนไทย ทั้งมาตรการคนละครึ่ง หรือไทยเที่ยวไทย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวโดยเร็ว”

เครื่องจักรกลการเกษตรไม่ได้กินข้าว

หากภาคอุตสาหกรรมและท่องเที่ยวกำลังหายใจลำบาก ภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นฐานรากของประเทศกำลังเผชิญภาวะที่หนักหนากว่า

นายพนม ตะโกเมือง อุปนายกสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยเขต 7 ถ่ายทอดความจริงของเกษตรกรด้วยถ้อยคำที่สะท้อนความเหนื่อยล้าอย่างชัดเจนว่า เครื่องจักรกลการเกษตรไม่ได้กินข้าว แต่กินน้ำมัน และน้ำมันคือสิ่งที่หาได้ยากที่สุดในเวลานี้

รถตัดอ้อยหนึ่งคันต้องใช้น้ำมันวันละกว่า 300 ลิตร แต่บางปั๊มจำกัดการขายเพียง 500-1,000 บาทต่อครั้ง เกษตรกรจึงต้องขับรถไกลนับร้อยกิโลเมตรเพื่อหาน้ำมันมาเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ลงทุนมาทั้งปี

“แพงแค่ไหนก็ต้องเก็บเกี่ยว เพราะถ้าไม่เก็บจะเสียหายหนักกว่า” เขากล่าว

เพราะการเก็บเกี่ยวผลผลิตยังไม่จบฤดูกาล ยังต้องใช้อยู่ ทั้งรถบรรทุก รถตัดอ้อย ทั้งคนงาน ทั้งอีแต๋น รถไถลาก รถเทรเลอร์ที่อยู่ในไร่อ้อย แล้วยังมีการเตรียมดินเตรียมอะไรต่อมิอะไรมันจะเกี่ยวพันกันไปหมดอย่างน้อยก็อีก 2-3 เดือนกระบวนการทุกอย่างถึงจะจบ พอไม่มีน้ำมันเติม มันก็กระทบหมด

“เราไม่ได้คิดว่าราคาน้ำมันมันจะโดดพรวดพราดขึ้นแบบ 36 บาท หรือ 40 บาท ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจขนาดนั้น แต่ยังคิดว่าเขาจะประคองไปอยู่ แล้วน้ำมันเนี่ยไปนอนเฝ้าที่ปั๊มกันเป็นวันเป็นคืนก็ยอมทนตรงนั้น ถือว่ามันเป็นเหมือนกันหมด”

“อยากให้รัฐบาลมาดูเรื่องราคาอ้อยราคาน้ำตาลในปีหน้าว่าจะไปยังไง แล้วราคาน้ำมันแพงขนาดนี้จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อ ไม่ใช่พูดอย่างนี้แล้วโยนให้รัฐบาลทั้งหมด ทุกวันนี้เราก็ช่วยเหลือตัวเราเอง แต่มาเจอราคาน้ำมันแบบนี้ เราคงช่วยกันได้ไม่ยาว ศักยภาพเราไม่พอขนาดที่ว่าเราจะอยู่กันได้เป็นเดือนๆ รัฐต้องมีมาตรการออกมา ไม่งั้นแย่แน่ แย่ก็คือทำมาหากินไม่ได้ กระทบไปหมด ก็วิงวอนรัฐบาล จะช่วยเราแบบไหนว่ามาเลย เราจะได้ไปถูก เราจะได้ทำมาหากินถูกในอาชีพของเรา”

ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ต้นทุนเพิ่ม แต่คือความไม่แน่นอน เกษตรกรไม่รู้ว่ารัฐจะช่วยอย่างไร จะมีน้ำมันใช้ต่อหรือไม่ หรือราคาพืชผลในปีหน้าจะเพียงพอชดเชยต้นทุนหรือเปล่า

คำถามของชาวไร่อ้อยจึงเรียบง่ายแต่หนักแน่น รัฐบาลจะให้ประชาชนทำมาหากินต่อไปอย่างไรในโลกที่ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงเช่นนี้

รัฐต้องตื่นตัวก่อนวิกฤติจะลามทุ่ง

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันไม่ได้กระทบเฉพาะคนขับรถยนต์ส่วนบุคคล แต่กำลังส่งแรงกระแทกเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ไร่อ้อย ธุรกิจท่องเที่ยว โรงงานอุตสาหกรรม รถบรรทุกสินค้า ไปจนถึงโต๊ะอาหารของประชาชน

นักเศรษฐศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “เงินเฟ้อจากพลังงาน” เพราะเมื่อน้ำมันแพง ทุกอย่างจะแพงตามโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า ทุกการขึ้นราคาดีเซล 1 บาทต่อลิตร จะทำให้ GDP ประเทศลดลงประมาณ 0.02% ซึ่งหมายความว่าการขึ้นครั้งเดียว 6 บาท อาจกดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ และหากสงครามยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตไม่ถึง 1%

นี่คือสัญญาณเตือนระดับประเทศ

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจไม่ได้เรียกร้องให้รัฐตรึงราคาน้ำมันตลอดไป เพราะทุกฝ่ายเข้าใจข้อจำกัดของกองทุนน้ำมันที่ติดลบหนัก แต่สิ่งที่ต้องการคือ “การบริหารวิกฤติอย่างมีทิศทาง”

ข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมชัดเจน ทั้งการส่งเสริมพลังงานชีวภาพ การเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ การรวมเที่ยวขนส่งเพื่อลดการวิ่งเปล่า การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ SME รวมถึงการยกระดับการประหยัดพลังงานให้เป็นวาระแห่งชาติ

ขณะที่ภาคท่องเที่ยวต้องการมาตรการกระตุ้นรายได้เร่งด่วน ส่วนภาคเกษตรต้องการความชัดเจนเรื่องต้นทุนพลังงานและราคาพืชผลในอนาคต

ทั้งหมดนี้สะท้อนข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า วิกฤติราคาน้ำมันไม่ใช่เรื่องของกระทรวงพลังงานเพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นโจทย์เศรษฐกิจระดับชาติที่ต้องการการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างรวดเร็วและจริงจัง

ในวันที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันโลกได้ แต่ก็สามารถควบคุม “ความพร้อมในการรับมือ” ได้

เสียงจากโรงงาน เรือท่องเที่ยว รถบรรทุก และไร่อ้อย กำลังส่งสารเดียวกันไปยังรัฐบาลให้ตื่นตัวก่อนที่ต้นทุนพลังงานจะลุกลามกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ

เพราะเมื่อพลังงานคือเส้นเลือดของเศรษฐกิจ หากเส้นเลือดเริ่มอ่อนแรง ทั้งร่างกายประเทศย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย และเวลาที่เหลือในการแก้ปัญหา อาจเหลือไม่มากอย่างที่หลายฝ่ายคิด!!

ทีมเศรษฐกิจ


อ่านคอลัมน์ "สกู๊ปเศรษฐกิจ" ทั้งหมดที่นี่


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ