
จากสงครามอิหร่าน สู่ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน กำลังไหลผ่าน ถึงสินค้าใกล้ตัว วิเคราะห์บทบาท 9 บริษัท FMCG รายใหญ่ของไทย และเหตุผลที่การขยับราคาอาจทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า“ทุกอย่างแพงขึ้นพร้อมกัน”
ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณี ความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอล ภาพที่หลายคนมองเห็น อาจเป็นข่าวการปะทะกันในดินแดนห่างไกล แต่สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้กำลังสร้างความวิตกกังวลอย่างมาก เมื่อปัญหากำลัง “ไหลผ่าน” มาสู่เศรษฐกิจจริง
หนึ่งในสัญญาณที่ชัดที่สุดคือ ราคาน้ำมันดิบโลก จากระดับราคาไม่เกิน 80 ดอลลาร์/บาร์เรล ในช่วงก่อนหน้า มาอยู่ในช่วง 95-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเมื่อพลังงานเป็น “ต้นน้ำของต้นทุน” สิ่งที่ตามมาคือ ต้นทุนสินค้าแทบทุกชนิด จะขยับขึ้นพร้อมกัน ทำให้ตอนนี้ “ราคาของใช้ในบ้าน” กำลังถูกกดดันเงียบ ๆ จากต้นทุนการผลิต ขณะกลุ่มบรรจุภัณฑ์ - พลาสติก - ขวดพลาสติก กระทรวงพาณิชย์รายงานว่าอาจเสี่ยงขาดแคลน ในเดือนเมษายน เพราะปัจจุบันจัดหาได้เพียง 50% ของความต้องการเท่านั้น
ย้อนไปไม่กี่วันก่อนหน้า ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่หลายราย เช่น Unilever, Berli Jucker, F&N Dairies และ Saha Pathanapibul ได้ทยอยส่งหนังสือถึงคู่ค้าในทิศทางเดียวกัน เน้นย้ำปัญหา ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนด้านพลังงานและวัตถุดิบ โดยสาระสำคัญที่เหมือนกัน คือ
ซึ่งแม้นี่ไม่ใช่การประกาศขึ้นราคาตรง ๆ แต่เป็น “สัญญาณล่วงหน้า” ว่า ต้นทุนเริ่มตึงตัวจริง และมีความเป็นไปได้ที่จะอั้นต้นทุนไว้ไม่ไหว ก่อนส่งต่อไปยังผู้บริโภค นับหลังจากนี้
โดยล่าสุด รัฐบาลมีการเรียกผู้ประกอบการรายใหญ่มาหารือเพื่อตรึงราคาสินค้า ซึ่งรายชื่อที่ปรากฏคือ "Big 9" แห่งวงการ FMCG (Fast Moving Consumer Goods) ซึ่งหากบริษัทเหล่านี้ขยับราคาพร้อมกัน อาจเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "แพงยกบ้าน" เพราะสินค้าของพวกเขาแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเราแทบทั้งสิ้น จนอาจเรียกได้ว่ามีบทบาทเป็นผู้กำหนด “ต้นทุนชีวิต” ของคนไทย ซึ่งประกอบไปด้วย
กระทรวงพาณิชย์ ชี้ว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อจนกระทบต่อการเดินเรือและราคาปิโตรเคมี ผลกระทบจะไม่ได้หยุดแค่ที่ "ราคาน้ำมัน" แต่มันจะลามเข้าสู่ โครงสร้างต้นทุนแฝง ดังนี้
ทั้งนี้ การที่รัฐบาลเชิญ 9 บริษัทยักษ์ใหญ่มาพูดคุย สะท้อนให้เห็นว่านี่คือ "จุดยุทธศาสตร์" ของค่าครองชีพ หากยักษ์ใหญ่เหล่านี้อั้นต้นทุนไม่ไหวและเริ่มขยับราคาในช่วงเดือนเมษายน 2569 ตามที่มีการคาดการณ์ มันจะไม่ใช่แค่การจ่ายเงินเพิ่มขึ้น 1-2 บาทต่อชิ้น แต่จะเป็นการเพิ่มขึ้นของรายจ่าย "ทั้งตะกร้าสินค้า"
ซึ่งเมื่อ "ของแพงขึ้นทั้งบ้าน" เกิดขึ้นพร้อมกัน มันไม่ใช่แค่เรื่องการประหยัด แต่มันคือสัญญาณของเงินเฟ้อที่ฝังตัวลึกในเชิงโครงสร้าง ในวันที่ต้นทุนพลังงานกลายเป็นตัวกำหนดราคาอาหารและของใช้ส่วนตัว เราอาจต้องเริ่มวางแผนรับมือกับ "New Normal" ของราคาสินค้าที่อาจไม่กลับไปจุดเดิมอีกต่อไป
สิ่งที่ต้องจับตาดูกันต่อ คือ มาตรการของรัฐและการบริหารจัดการต้นทุนของ 9 บริษัทยักษ์ใหญ่ จะช่วยชะลอแรงกระแทกนี้ได้นานแค่ไหน ภายใต้ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย และรายได้ที่ยังไม่โตเท่าค่าครองชีพ ซึ่งถ้าเกิด Cost-push Inflation รอบใหม่แรงกดดันจะตกที่ “กำลังซื้อ” โดยตรง และกระทบไปถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปด้วย.
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney