
KKP ประเมินว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางหากยืดเยื้อและลุกลามจนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งอาจฉุด GDP ไทยในปีนี้เติบโตได้ต่ำกว่า 0.7% พร้อมแนะรัฐบาลควรพิจารณาทบทวนนโยบายการอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อลดภาระทางการคลังที่กำลังพุ่งสูงขึ้นวันละนับพันล้านบาทและหันมาใช้วิธีช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มแทน
สภาวะสงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นกำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดย KKP ประเมินว่าวิกฤติครั้งนี้ อาจส่งแรงกระแทกอย่างหนักต่อการเติบโตของประเทศ
เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาค หากสถานการณ์ลุกลามจนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลและยืดเยื้อยาวนาน อาจฉุดรั้งให้ GDP ของไทยในปีนี้เติบโตได้ต่ำกว่า 0.7%
พร้อมแนะรัฐบาลควรพิจารณาทบทวนนโยบายการอุดหนุนราคาพลังงานแบบถ้วนหน้า เพื่อลดภาระทางการคลังที่กำลังพุ่งสูงขึ้นวันละนับพันล้านบาท และหันมาใช้วิธีช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มแทน
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP กล่าวว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในรอบนี้ ปัญหาอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่มีการขนส่งน้ำมันไหลผ่านถึง 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก
ดังนั้น การปิดช่องแคบฯ หรือการสู้รบในบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้น้ำมันหายไปจากระบบโลกทันทีประมาณ 10-15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นผลกระทบที่ใหญ่มาก
ความเสี่ยงนี้พุ่งเป้ามาที่ประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีการนำเข้าพลังงานสูง และสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์หรือเกาหลีใต้
ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 58-60% ของการใช้งานทั้งหมด และพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากภูมิภาคดังกล่าวอีก 29%
สิ่งที่น่ากังวลสำหรับวิกฤติรอบนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ "ราคา" พลังงานและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ปรับตัวสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงในเรื่องของ "ปริมาณ" ที่อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนทรัพยากรได้หากหาแหล่งนำเข้าอื่นมาทดแทนไม่ทัน
สำหรับประเด็นเรื่องเงินเฟ้อนั้น KKP ประเมินว่าอาจไม่ได้สร้างความน่ากังวลรุนแรงเหมือนวิกฤติในอดีต เนื่องจากปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยติดลบอยู่ที่ประมาณ 0.88% ซึ่งเป็นฐานที่ค่อนข้างต่ำ
หากราคาน้ำมันพุ่งแตะ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เงินเฟ้อทั้งปีก็อาจจะขยับไปแตะที่ระดับ 2% ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย จึงไม่น่าเห็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากเศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่เงินเฟ้อกลับพุ่งสูงขึ้นพร้อมกัน หรือที่เรียกว่าภาวะ Stagflation จะสร้างความท้าทายอย่างมากต่อการดำเนินนโยบายการเงินของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป
วิกฤติพลังงานครั้งนี้ ยังสะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของนโยบายการคลังไทย โดยเฉพาะต้นทุนมหาศาลจากการเข้าไปอุดหนุนราคาพลังงานด้วย
ดร.พิพัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า การที่รัฐบาลพยายามตรึงราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มไว้ที่ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรนั้น สวนทางกับต้นทุนที่แท้จริงที่ในปัจจุบัน ทะยานไปถึง 48 บาทต่อลิตรแล้ว (กรณีไม่รวมการอุดหนุนราคา)
ทั้งนี้ ส่วนต่าง 18 บาทต่อลิตรนี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องเป็นผู้แบกรับภาระชดเชย ซึ่งเมื่อคูณกับปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศที่สูงถึง 70 ล้านลิตรต่อวัน เท่ากับว่ารัฐมีภาระต้องจ่ายเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่มดีเซลสูงถึงวันละกว่า 1,000 ล้านบาท
ไม่ว่ารัฐบาลจะเลือกใช้วิธีลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สุดท้ายแล้วล้วนส่งผลกระทบต่อภาระทางการคลังและหนี้สาธารณะของประเทศทั้งสิ้น
ดร.พิพัฒน์ เสนอว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะตรึงราคาน้ำมัน ไม่ให้ขยับได้ตลอดไป เพราะนอกจากจะสร้างต้นทุนที่สูงเกินควรแล้ว การบิดเบือนกลไกตลาดยังทำให้ประชาชนไม่เกิดแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน
ดังนั้น นโยบายที่เหมาะสม เช่น การทยอยปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทีละน้อย และเปลี่ยนรูปแบบการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า หรือ Across the board ไปสู่การอุดหนุนแบบพุ่งเป้าเพื่อช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง หรือผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง
ในระยะสั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งบริหารความเสี่ยงโดยการเจรจาหาแหล่งนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากประเทศอื่น ๆ นอกเหนือจากตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอเมริกา หรือออสเตรเลีย
รวมถึงปรับปรุงโรงกลั่นในประเทศให้รองรับน้ำมันดิบจากแหล่งใหม่ได้ พร้อมทั้งต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าที่อาจซ้ำเติมภาวะขาดแคลน
สำหรับระยะยาว วิกฤติครั้งนี้คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดว่า ประเทศไทยพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้ามากเกินไป ในขณะที่ประเทศอื่นมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเกินครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตไฟฟ้า แต่ไทยยังมีสัดส่วนพลังงานทดแทนไม่ถึง 20%
การเร่งส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์รูฟท็อป หรือพลังงานลม จึงเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่มีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี ภาคประชาชนเองก็ต้องประเมินสถานการณ์ของตนเองและหาทางประหยัดพลังงานเพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดด้วย
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้