สศช.กาง 3 ฉากทัศน์รับพิษสงครามอิหร่าน แบงก์ชี้กรณีเลวร้ายจีดีพี-0.9%บาทรูดแตะ35 บาท

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

สศช.กาง 3 ฉากทัศน์รับพิษสงครามอิหร่าน แบงก์ชี้กรณีเลวร้ายจีดีพี-0.9%บาทรูดแตะ35 บาท

Date Time: 18 มี.ค. 2569 08:00 น.

Summary

สภาพัฒน์ฯ กาง 3 ฉากทัศน์ประเมินผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง แบงก์กรุงศรี มองกรณีเลวร้ายกระทบเศรษฐกิจไทย 0.9% ทิสโก้มองสงครมจบไม่ลง บาทอ่อนยวบ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

Latest

“คลัง”ให้ความมั่นใจไม่มีปัญหางบประมาณ คนถือ “บัตรคนจน”ได้รับเงินแน่นอนไม่สะดุด

สภาพัฒน์ฯ กาง 3 ฉากทัศน์ประเมินผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ชี้หากยืดเยื้อบานปลาย เศรษฐกิจโลกตกต่ำรุนแรงน้ำมันดิบพุ่งเกิน 120 เหรียญฯ ตัวใครตัวมันพังทั้งโลก แต่หวังจะจบภายใน 1 เดือน ขณะที่แบงก์กรุงศรี มองกรณีเลวร้ายกระทบเศรษฐกิจไทย 0.9% ทิสโก้มองสงครมจบไม่ลง บาทอ่อนยวบ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ 

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงการประเมินฉากทัศน์ (Scenarios) ที่เป็นไปได้และนัยยะต่อเศรษฐกิจ จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ที่ได้เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)  โดย สศช. ได้ประเมินสถานการณ์ไว้ 3 ระดับ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงจากกรณีฐานที่ไม่มีการปะทะกัน ราคาน้ำมัน 58-68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อ 0.2%

 โดยกรณีที่ 1 สงครามกระจายตัวและจบลงใน 1 เดือน  แม้เหตุการณ์จบลง แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันถูกทำลายไปบางส่วน และประเทศต่างๆ ต้องเร่งหาน้ำมันกลับเข้าคลังสำรอง ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลง  คาดว่าราคาน้ำมันดิบโลกเฉลี่ยจะพุ่งไปที่ 75-85 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และดันเงินเฟ้อไทยขึ้นมาที่ 1 %  กรณีนี้มีโอกาสเป็นไปได้ โดยจบช่วงกลางหรือปลายเดือนเม.ย.2569 เช่นวันนี้เริ่มเห็นเรือของปากีสถานและอินเดียออกจากช่องแคบเฮอร์มุชได้ เพราะทำตามเงื่อนไขของอิหร่าน ก็เป็นสัญญาณที่ดี

กรณีที่ 2  สงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคและจบภายใน 3 เดือน การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะได้รับผลกระทบ หลายประเทศอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) คาดว่าราคาน้ำมันจะไปสู่ระดับ 95-105 เหรียญฯ เงินเฟ้อพุ่งแตะ 1.9% กรณีที่ 3 สงครามเต็มรูปแบบและยืดเยื้อ หากประเทศมหาอำนาจเข้าร่วม ราคาน้ำมันดิบโลกเฉลี่ยทั้งปีจะพุ่งทะลุ 120 เหรียญฯ จะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะตกต่ำรุนแรงท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนพลังงานและอาหาร  แต่โอกาสเกิดขึ้นน้อย กรณีนี้ก็ตัวใครตัวมัน แต่ละประเทศต้องอยู่ให้ได้

"ทุกๆ 1 บาทที่มีการปรับราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น จะเกิดผลกระทบทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของเราติดลบไป 0.02% แต่ถ้าเราหาโอกาสส่งออก เช่น อาหารเป็นเรื่องสำคัญของโลก ก็ทำให้การลดลงของจีดีพีอาจไม่ลดลงมากคือผลกระทบทางตรงอย่างเดียว ยังไม่รวมปัจจัยอื่นๆ ภาคส่วนที่จะได้รับผลกระทบหนักสุดคือ ภาคการขนส่ง ภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งต้องเข้าไปดูแลก่อน”

ขณะที่การรับมือ นายดนุชา กล่าวว่า ภาครัฐเตรียมดำเนินมาตรการลดต้นทุน โดยกระทรวงพาณิชย์จะตรึงราคาปุ๋ย ซึ่งปัจจุบันยังมีปุ๋ยในสต๊อกใช้ได้ถึงเดือนพ.ค.2569 ควบคู่กับการคุมราคาสินค้า ส่วนกระทรวงพลังงานจะเพิ่มทางเลือกพลังงานที่ราคาถูกลง เช่น ไบโอดีเซล และไบโอแก๊สโซลีน อย่างไรก็ตาม การใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุนราคาในขณะนี้เป็นภาระหนัก ซึ่งการจะให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนฯ นั้น ยังติดขัดข้อกฎหมายของรัฐบาลรักษาการ ต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาเต็มอำนาจจึงจะปลดล็อกได้ 

ด้าน น.ส.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง สร้างแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก โดยประเมินว่าจะทำให้การขยายตัวของจีดีพีของไทยลดลง ลดลง -0.2 ถึง -0.9%  โดยในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจนเฉลี่ยทั้งปีที่ 110-130 เหรียญฯ และภาครัฐไม่สามารถอุดหนุนราคาพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.0-4.5% จากกรณีฐานที่คาดไว้ที่ 0.2% พร้อมกับส่งผลกระทบต่อจีดีพีให้ลดลงจากกรณีฐานราว -0.6 ถึง -0.9%

“อุตสาหกรรมที่เปราะบางที่สุดต่อสงครามครั้งนี้คือ โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ และโรงไฟฟ้า ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบตั้งต้นจากตะวันออกกลางโดยตรง ขณะทรองลงมาคือภาคการขนส่ง ผลจากราคาน้ำมันที่แพงหรืออาจขาดแคลน ภาคเกษตรกรรม จากราคาปุ๋ยที่แพงหรืออาจขาดแคลน  นอกจากนี้  อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร ยังอาจได้รับผลทางอ้อม รวมทั้งภาคการขนส่งทางเรือและธุรกิจการบิน”

ขณะที่นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้  กลุ่มทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตที่ 1.8% โดยประเมินว่า ทุกการเพิ่มขึ้น 10% ของราคาน้ำมันดิบดูไบจากสมมุติฐานเดิมที่ 72เหรียญฯจะกระทบจีดีพี ราว 0.3-0.4 % ดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นราว 0.8% และมีแนวโน้มที่จะทำให้เงินบาทอ่อนแตะ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นอย่างน้อยในไตรมาส 2 และหากความขัดแย้งยืดเยื้อรุนแรง เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตไม่ถึง 1% ในปีนี้ และค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าไปไกลถึง 35 บาทต่อดอลลาร์ฯ  


  


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ