วิกฤติน้ำมันจ่อฉุด GDP ไทยโตต่ำ 1% บีบคนไทยรับศึกหนัก TISCO แนะใช้ “ประกัน” ปิดความเสี่ยงการเงิน

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

วิกฤติน้ำมันจ่อฉุด GDP ไทยโตต่ำ 1% บีบคนไทยรับศึกหนัก TISCO แนะใช้ “ประกัน” ปิดความเสี่ยงการเงิน

Date Time: 17 มี.ค. 2569 15:50 น.

Video

ลาขาดรัฐพันแอปฯ คุยเรื่องรัฐบาลดิจิทัล เห็นภาพ จับต้องได้ | Digital Frontiers EP.56 Special Talk

Summary

TISCO ชี้วิกฤติตะวันออกกลางดันน้ำมันพุ่ง ฉุด GDP ไทยเสี่ยงโตต่ำกว่า 1% ซ้ำเติมภาระค่าครองชีพ ภัยพิบัติ และค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้น แนะคนไทยใช้ "ประกัน" เป็นกันชนรับมือความเสี่ยง ปกป้องทรัพย์สินและครอบครัว


Latest


ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญหน้ากับพายุความเสี่ยงหลายระลอกที่ซ้อนทับกันอย่างรุนแรง

ทั้งจากปัจจัยภายนอกอย่างความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยาน และปัจจัยภายในที่หยั่งรากลึก ทั้งการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ค่าครองชีพด้านสุขภาพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันนี้ อาจกดดันให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตต่ำกว่า 1% พร้อมซ้ำเติมความเปราะบางทางการเงินของคนไทยในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางและแรงงานที่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพและความไม่แน่นอนในอนาคตมากขึ้น

ภายใต้สถานการณ์นี้ “ประกัน” จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินทางเลือกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “กลไกบริหารความเสี่ยงจำเป็น” ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นกันชนรองรับแรงกระแทกจากเหตุไม่คาดฝัน ทั้งในด้านสุขภาพ รายได้ และทรัพย์สิน 


วิกฤติตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง จ่อฉุด GDP โตต่ำ 1%

เมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ระบุว่า แม้ในช่วงต้นปี 2569 จะเคยมีการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตได้ถึง 1.8% จากแรงหนุนต่างๆ ทั้งการจัดตั้งรัฐบาลและการลงทุนภาคเอกชน ที่มีทิศทางดีขึ้น

แต่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่บานปลายจนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึงครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมด

หากราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นทุก 10% จากสมมติฐานเดิมที่ 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะกระทบ GDP (การขยายตัวทางเศรษฐกิจ) ราว 0.3-0.4% และดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นราว 0.8%

ผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นกำลังสร้างภาระมหาศาลให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทย ปัจจุบันรัฐบาลต้องอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลถึงลิตรละเกือบ 20 บาท ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินสูงถึงวันละ 1,300 ล้านบาท ทำให้สภาพคล่องของกองทุนอาจอยู่ได้อีกเพียงประมาณหนึ่งเดือนเท่านั้นหากไม่มีการออกพระราชกำหนดกู้เงินฉุกเฉิน 

“ท้ายที่สุดเราสู้กลไกราคาของตลาดไม่ได้... สุดท้าย 33 บาทผมว่าไม่อยู่ ผมว่าต้องค่อยๆ ขยับขึ้นไปเป็นขั้นบันได อาจจะไปเป็น 35 บาท แล้วกรณีที่เลวร้ายที่สุดอาจไปหยุดที่ 40 บาท” เมธัส กล่าว

พร้อมย้ำถึงความเสี่ยงที่ยังมองไม่เห็นว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อและมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็มีโอกาสทะยานขึ้นไปแตะระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะสร้างแรงกระแทกอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ และอาจทำให้เศรษฐกิจของไทยปีนี้มีการเติบโตไม่ถึง 1%


ปัญหาโครงสร้างรุมเร้า ภัยแล้ง-น้ำท่วม-วิกฤติสุขภาพ

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องตะวันออกกลางแล้ว เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก

สถิติชี้ให้เห็นว่าผลกระทบจากอุทกภัยและภัยแล้งของไทยสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็น 0.7% ของ GDP ซึ่งไทยถือเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก อีกทั้งความร้อนที่รุนแรงขึ้นยังบั่นทอนผลิตภาพของแรงงาน โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่อาจลดลงถึง 15-16% ในอีก 10 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกัน ปัญหาด้านสาธารณสุขและการก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด  กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ของครัวเรือน ปัจจุบันค่ารักษาพยาบาลในไทยปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยถึง 10.8% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

เมื่อผสานกับปัญหาที่ผู้สูงอายุในไทยกว่า 73% ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ด้วยเงินอุดหนุนจากรัฐเพียง 600-1,000 บาทต่อเดือน ทำให้ภาระหนักตกไปอยู่กับคนวัยทำงานที่ต้องแบกรับทั้งค่าใช้จ่ายในบ้าน และค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากเสี่ยงที่จะตกสู่ภาวะยากจนอย่างฉับพลันได้


รับมือความผันผวน ด้วยระบบจัดการความเสี่ยง

จากแรงกดดันรอบด้านที่ซ้อนทับกัน ทำให้รูปแบบการออมเงินหรือการทำประกันแบบเดิมๆ ที่แยกส่วนกัน ไม่เพียงพอที่จะปกป้องความมั่นคงของชีวิตอีกต่อไป TISCO จึงต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับพฤติกรรมและความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป

กุสุมา ประถมศรีเมฆ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า ความเสี่ยงยุคใหม่ได้ไหลลงมาสู่ระดับครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การจัดการการเงินของครัวเรือนจึงต้องนำแนวคิด "งบดุลทางธุรกิจ" เข้ามาประยุกต์ใช้เสนอแนวทางการบริหารความเสี่ยงแบบองค์รวมที่เรียกว่า "3 Save Series" โดยมองครอบครัวเป็นเสมือนองค์กรธุรกิจที่ต้องรักษาสมดุลระหว่าง ทรัพย์สิน หนี้สิน และทุน

เริ่มจากการปกป้องความฝันและอนาคต (Save ความฝัน) เทียบเท่ากับการรักษาทุนของธุรกิจ

ตามด้วยการปิดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดฝันอย่างปัญหาสุขภาพและอุบัติเหตุ (Save ความเสี่ยง) ซึ่งเปรียบเสมือนการควบคุมหนี้สิน

และสุดท้ายคือการปกป้องฐานะความเป็นอยู่ (Save ทรัพย์สิน) เพื่อไม่ให้ความมั่งคั่งที่สะสมมาต้องสูญสลายไปกับวิกฤติ

โดย TISCO จะมีรูปแบบการให้คำปรึกษาเชิงรุก และจะช่วยให้แต่ละครอบครัวสามารถออกแบบเกราะป้องกัน ผ่านการทำ “ประกัน” ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละครอบครัวได้


ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ