
หลังจาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ “เบนจามิน เนทันยาฮู” นายกรัฐมนตรีอิสราเอล จับมือกันเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน เมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 ก.พ.69
จน “คาเมเนอี” และผู้นำระดับสูงเสียชีวิตมากถึง 48 คน ทำให้อิหร่านโต้กลับ บอมบ์ฐานทัพเรือ-สถานทูตสหรัฐฯในหลายประเทศตะวันออกกลาง และประเทศพันธมิตรของทั้ง 2 ประเทศในตะวันออกกลางนั้น
ความเสี่ยงหนึ่งที่เกิดขึ้นกับโลกทันที คือ ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเพิ่มขึ้นรวดเร็ว เป็น 80 จนถึงกว่า 90 เหรียสหรัฐฯ/บาร์เรลแล้ว จากก่อนสู้รบที่กว่า 70 เหรียญ/บาร์เรล หากการสู้รบยืดเยื้อนานนับเดือน และขยายวงกว้างไปสู่ประเทศอื่นๆมากขึ้น ก็อาจทะยานขึ้นไปเกิน 125 เหรียญได้
ผู้คนทั่วโลกเดือดร้อนแน่นอน เพราะทุกภาคส่วนล้วนใช้น้ำมันทั้งสิ้น เช่น ภาคการผลิต ภาคการขนส่ง ฯลฯ จึงทำให้ต้นทุนการผลิต การขนส่งเพิ่มขึ้น และแน่นอนว่า หากผู้ประกอบการแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ต่อไม่ไหว ก็จะผลักภาระมาที่ผู้บริโภคด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้า
ซ้ำเติมคนไทยที่แทบจะอดตายกันหมด เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ค่าครองชีพพุ่งสูง!!
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ประเมินว่า หากราคาน้ำมันโลกขึ้นมาอยู่ที่ 80 เหรียญ/บาร์เรล จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น 1–2% ราคาอาหารสำเร็จรูป เช่น อาหารปรุงสำเร็จ อาหารจานเดียว จะเพิ่มขึ้น 10% ใน 10% ของพื้นที่ทั่วประเทศ จากเดิมที่คาดเงินเฟ้อปีนี้ที่ 0.0-1.0%
หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 100 เหรียญต่อบาร์เรล เงินเฟ้อจะสูงขึ้น 2–3% และราคาอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 10% แต่พื้นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นเป็น 20% และหากราคาน้ำมัน 120 เหรียญต่อบาร์เรล เงินเฟ้อจะสูงขึ้นกว่า 3% ราคาอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 10% พื้นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น 50% โดยจะเริ่มเห็นผลกระทบของเงินเฟ้ออย่างชัดเจนตั้งแต่เดือน มี.ค.69 เป็นต้นไป
สิ่งที่น่ากังวล คือ ราคาสินค้าที่ปรับขึ้นไปแล้ว การจะปรับลงยากมากๆโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป แม้ราคาน้ำมันลดลง และต้นทุนต่างๆลดลงแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าอื่นๆที่ราคาอาจปรับขึ้นด้วย ทั้งค่าโดยสารสาธารณะ ค่าบริการขนส่ง ค่าไฟฟ้า สินค้าเกษตรที่จะกระทบจากต้นทุนขนส่ง โดยสินค้าเหล่านี้มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น ถ้าราคาสินค้าขึ้นจะกระชากให้ค่าครองชีพสูงขึ้นมากกว่าในปัจจุบัน
แต่รัฐบาลได้ออกมาตรการประคับประคองสถานการณ์ เพื่อลดผลกระทบประชาชน โดยกระทรวงพลังงานตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท นาน 15 วัน รวมถึงลดค่า Ft งวดเดือน ม.ค.-เม.ย.69, คมนาคมตรึงค่าโดยสารสาธารณะช่วงที่รัฐบาลตรึงราคาดีเซล, พาณิชย์บริหารจัดการราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสูงเกินจริง จัดหาแหล่งวัตถุดิบนำเข้าและปัจจัยการผลิตสำรอง ฯลฯ
แต่ไม่รู้จะเพียงพอรองรับสถานการณ์หรือไม่ ถ้าไม่พอรัฐบาลจะงัดไม้ตายอะไรออกมาลดความเดือดร้อนประชาชน ต้องจับตา!!
ฟันนี่เอส
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม