
ความพ่ายแพ้ของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ภายหลังจากเมื่อวันที่ 20 ก.พ.69 ศาลสูงสุดสหรัฐฯตัดสินให้การใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจในสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) เพื่อขึ้นภาษีตอบโต้ เป็นโมฆะ และต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วให้กับผู้นำเข้านั้น
ไม่ได้ทำให้ “สงครามการค้า” จบลง แต่กลับจุดชนวนความไม่แน่นอน และความเสี่ยงการค้าเศรษฐกิจของโลกรอบใหม่ เพราะ “ทรัมป์” ได้โต้กลับทันที ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากคู่ค้าแบบ “เหมารวม” อัตราเดียวกันทุกประเทศที่ 10% เป็นเวลา 150 วัน มีผลวันที่ 24 ก.พ.-24 ก.ค.69 เพื่อปกป้องการค้า และความมั่นคงของชาติต่อไป โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 กฎหมายการค้า ค.ศ.1974 แก้ปัญหาขาดดุลการค้าที่รุนแรง และหลังจากนั้นเพียง 1 วัน “ทรัมป์” ก็ได้ประกาศเพิ่มอัตราจัดเก็บเป็น 15%
ส่งผลให้ในช่วง 150 วันนี้ สินค้าจากประเทศต่างๆ ที่จะเข้าสู่สหรัฐฯ ต้องเผชิญโครงสร้างภาษีที่ซับซ้อนรอบใหม่ ทั้งภาษีนำเข้าอัตราปกติ (MFN) รวมกับภาษีจากมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (AD/CVD) ที่สหรัฐฯเก็บจากบางสินค้า จากบางประเทศไม่เท่ากัน และยังรวมกับภาษีใหม่ 10-15% อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรบางรายการ และสินค้าอุตสาหกรรมบางรายการที่สหรัฐฯขาดแคลน ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี 10-15% รวมถึงสินค้าที่ใช้มาตรา 232 กฎหมายขยายการค้า ค.ศ.1962 ยังคงเสียอัตราเดิม โดยเหล็ก-อะลูมิเนียม-ทองแดงและผลิตภัณฑ์ ที่ 50% รถยนต์และชิ้นส่วน 25% ไม้และผลิตภัณฑ์ 10-25% รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ 10-25% และเซมิคอนดักเตอร์ 25%
แม้การขึ้นภาษี 10-15% ในช่วง 5 เดือนจากนี้ จะทำให้การแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ “เท่าเทียมกัน” ชั่วคราว แต่ความกังวลครั้งใหม่อยู่ที่หลังพ้น 150 วันแล้ว ทรัมป์จะใช้กลยุทธ์ใดมาเล่นงานอีก เพราะมาตรา 122 เป็นแค่การ “ซื้อเวลา” เพื่อหา “อาวุธการค้า” ใหม่มาใช้ขูดรีดภาษีการค้ากับทั่วโลก
“ทีมเศรษฐกิจ” พาไปเจาะลึก “อาวุธ” ของประธานาธิบดีที่จะเป็นตัวชี้ชะตาการค้า และเศรษฐกิจโลก และของไทย รวมถึงแนวทางเจรจากับสหรัฐฯ และกลยุทธ์เอาตัวรอดในระยะยาว ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน ราคาพลังงานโลก และอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน
จากการวิเคราะห์เบื้องต้น การเก็บภาษี 10-15% ตามมาตรา 122 ส่งผลดีต่อไทย จากที่เคยเสียภาษีตอบโต้ 19% ทำให้ราคาสินค้าไทยถูกลง ผู้บริโภคสหรัฐฯตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น และอาจนำเข้าเพิ่มขึ้น จึงเป็นช่วงเวลาทองที่ผู้นำเข้าสหรัฐฯจะเร่งนำเข้าจากไทย เหมือนช่วงก่อนภาษีตอบโต้มีผล
อีกทั้งไทยยังได้อานิสงส์จากสินค้าจำนวนหนึ่ง ที่สหรัฐฯยกเว้นจัดเก็บตามมาตรา 122 เช่น ผลไม้เมืองร้อน น้ำผลไม้ อาหารสำเร็จรูป แป้งมันสำปะหลัง ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ น้ำยางพารา ผลิตภัณฑ์พลาสติก รวม 1,654 รายการ มูลค่าส่งออกรวมกว่า 6,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศอื่นก็จะเสียภาษีอัตราลดลงชั่วคราวเช่นกัน โดยเฉพาะคู่แข่งสำคัญ ทั้งจีน เวียดนาม ที่ถูกเก็บภาษีตอบโต้ถึง 44% และ 20% ตามลำดับ หรือ อินเดีย ที่เสีย 18% และยังได้รับอานิสงส์จากสินค้ายกเว้นอีก สถานการณ์นี้อาจทำให้ลูกค้าเดิมของ 3 ประเทศ ที่เคยเปลี่ยนมาสั่งซื้อจากไทยในบางสินค้า เพราะเสียภาษีตอบโต้ต่ำกว่า จะหวนกลับไปซื้อจาก 3 ประเทศเช่นเดิม และสินค้าไทยอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดได้
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ประเมินผลกระทบสินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ 30 รายการแรกตามภาษีที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพและโอกาส ไทยได้เปรียบขึ้น เพราะภาษีลดลง 4% แต่คู่แข่ง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน มีฐานภาษีเดิมที่ 15% จึงไม่ได้รับอานิสงส์ ทำให้ไทยขยายตลาดได้ เช่น เครื่องเพชรพลอย ส่วนประกอบเครื่องจักร วงจรรวมอิเล็กทรอนิกส์/IC เครื่องพิมพ์ มอนิเตอร์และเครื่องฉายโปรเจกเตอร์ รถจักรยานยนต์ เครื่องจักรกลหนัก
2.กลุ่มสินค้าเปราะบางและเสี่ยงเสียตลาด เพราะคู่แข่งภาษีลดลงมากกว่าไทย เช่น เม็กซิโก ลด 10% แคนาดาลด 20% จีนและเวียดนามลด 5% เช่น สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ ชิ้นส่วนยานยนต์ แผงควบคุมไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พลาสติกปูพื้น
3.กลุ่มสินค้าเฝ้าระวังมาตรการปกป้องการค้า ที่เสี่ยงถูกใช้มาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อสกัดการนำเข้าที่มากผิดปกติ หรือสหรัฐฯเพ่งเล็งว่าย้ายฐานการผลิตจากจีน ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ โซลาร์เซลล์ หม้อแปลงไฟฟ้า ยางรถยนต์ และ 4.กลุ่มสินค้าอ่อนไหวต่อราคาและค่าเงิน เช่น ข้าว อาหารสัตว์เลี้ยง ปลาปรุงแต่งและทูน่ากระป๋อง ถุงมือยาง ยางธรรมชาติ ผลไม้สดและแปรรูป
ทั้งนี้ สนค.ยังนำเสนอโอกาสเพื่อสร้างความได้เปรียบ และรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ด้วย โดยสินค้ากลุ่มแรกที่เราได้เปรียบ จะรุกตลาดเชิงรุก เร่งส่งเสริมการขาย เพื่อขยายส่วนแบ่งตลาด และทำสัญญาซื้อขายระยะยาว เพื่อรักษาฐานลูกค้า ส่วนกลุ่ม 2 ยกระดับห่วงโซ่มูลค่า หลีกเลี่ยงสงครามราคากับจีนและเม็กซิโก ยกระดับคุณภาพสินค้าสู่ตลาดพรีเมียมและมาตรฐานด้านความยั่งยืน (ESG)
ขณะที่กลุ่ม 3 สร้างภูมิคุ้มกันทางความโปร่งใส เพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ (Local Content) และจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ ป้องกันสินค้าสวมสิทธิ เพื่อเตรียมความพร้อมชี้แจงข้อกล่าวหา AD/CVD รวมถึงการสวมสิทธิ และกลุ่ม 4 บริหารความเสี่ยงทางการเงิน ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรักษาอัตรากำไร ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคา
อย่างไรก็ตาม ช่วง “ซื้อเวลา” 150 วันนี้ “อาวุธทางการค้า” ใหม่ของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีทรัมป์จะสามารถงัดเอากฎหมาย และภาษีส่วนใดมาใช้ได้บ้าง
“วิจัยกรุงศรี” ระบุว่า หลังจากการเก็บภาษีเป็นการทั่วไป ตามมาตรา 122 เป็นเวลา 5 เดือนแล้ว จากนั้น หากจะใช้ภาษีดังกล่าวต่อ จะต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรสซึ่งน่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ “ทรัมป์” ยังมีไม้ตายรออยู่ โดยมีภาษีที่นำมาใช้ได้ มีทั้งสิ้น 3 ส่วน คือ 1.ภาษีนำเข้าเพิ่มตามมาตรา 201 และมาตรา 301 เพื่อตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม กฎหมายการค้า ค.ศ.1974 ฉบับเดียวกันกับที่ใช้เก็บ 15%
2.ภาษีที่ใช้เพื่อตอบโต้พฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม มาตรการ 338 ภายใต้กฎหมายภาษีศุลกากร ค.ศ.1930 ซึ่งเป็นภาษีที่ใช้กันเมื่อเกือบร้อยปีก่อน ซึ่งส่วนนี้สามารถเก็บได้สูงสุด 50% รวมทั้ง 3.มาตรา 323 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1962 ซึ่งเป็นกรณีตอบโต้สินค้าในเรื่องความมั่นคง
โดยมองว่า แนวทางที่ไทยมีความเสี่ยงสูงที่สุดคือ ภาษีนำเข้าเพิ่มตามมาตรา 201 และมาตรา 301 ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของกระทรวงพาณิชย์ไทยที่ระบุว่า หนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะใช้แน่นอน และต้องเตรียมรับมือ คือ “มาตรา 301” กฎหมายการค้า ค.ศ.1974 ที่จะสามารถออกมาตรการตอบโต้ หรือเก็บภาษีระยะยาว ซึ่งทรัมป์สั่งการให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เร่งเปิดไต่สวนคู่ค้าที่ปฏิบัติทางการค้าไม่เป็นธรรม
และยังสอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของนายเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 26 ก.พ.69 ว่า “จะใช้มาตรา 301 เก็บภาษีใหม่แทนภาษีตอบโต้ และใช้เป็นกลไกเสริมเพื่อบังคับให้คู่ค้าทำตามข้อตกลงทางการค้าที่ทำไว้กับสหรัฐฯ โดยพุ่งเป้าหมายประเทศที่ผลิตสินค้าทางอุตสาหกรรมเกินความต้องการ ใช้แรงงานภาคบังคับ เลือกปฏิบัติกับบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ หรือให้เงินอุดหนุนสินค้าข้าว อาหารทะเล และอื่นๆ”
แต่การใช้มาตรา 301 จะพิจารณาเป็นรายประเทศ รายสินค้า ไม่ได้ใช้กับทุกสินค้า ทุกประเทศเหมือนภาษีตอบโต้ โดยปัจจุบัน ไทยถูกใช้มาตรา 301 พิเศษ เพื่อจับตาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และล่าสุดปี 68 USTR จัดไทยอยู่ในกลุ่มประเทศถูกจับตามอง (WL) แต่ยังไม่ได้ขึ้นภาษี หรือใช้มาตรการใดกดดันไทย
จึงต้องจับตาว่า การทบทวนสถานะในปีนี้ ที่จะประกาศผลเดือน เม.ย.นี้ ไทยจะยังคงอยู่ WL ต่อหรือไม่ และสหรัฐฯจะใช้มาตรการใดๆมากดดันหรือไม่ หลังจากปี 68 ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯสูงเป็นประวัติการณ์ 71,856 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มจากปี 67 ถึง 26,364 ล้านเหรียญ และขึ้นมาอยู่อันดับ 7 ประเทศได้ดุลการค้าสหรัฐฯมากที่สุดในโลก จากปี 67 ที่อันดับ 11 รวมทั้งไทยยังไม่สามารถบรรลุผลการค้ากับสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ยังมีมาตรา 232 ขึ้นภาษีนำเข้าที่กระทบต่อความมั่นคง สินค้าล่าสุดที่กำลังไต่สวน เช่น แร่ธาตุ ยา อุปกรณ์การแพทย์ หรือมาตรา 338 กฎหมายภาษีศุลกากร ค.ศ.1930 กับสินค้าจากประเทศเลือกปฏิบัติกับการค้าสหรัฐฯ หรือมาตรา 201 กฎหมายการค้า ค.ศ.1974 กำหนดภาษีนำเข้าชั่วคราว เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในที่ได้รับความเสียหายจากการนำเข้าที่สูงขึ้น (Global Safeguard) รวมถึงมาตรการ AD/CVD ซึ่งสินค้าไทยถูกใช้มาตรการนี้แล้ว เช่น แผงโซลาร์เซลล์ เชสซีสำหรับพ่วงรถบรรทุก โลหะซิลิคอน ตู้เย็น/ตู้แช่แข็ง เป็นต้น
แต่ในวิกฤติย่อมมีโอกาส เพราะมีสินค้าบางกลุ่มที่ไทยไม่ถูกใช้มาตรการนี้ แต่คู่แข่งถูกใช้มาตรการนี้ทำให้ไทยได้เปรียบ และอาจนำเอาความตกลงภาษีตอบโต้ (ART Text) ที่ยังค้างการเจรจา มาเจรจาต่อในส่วนการเปิดตลาด การลด/เลิกมาตรการกีดกัน ฯลฯ โดยไม่อิงอัตราภาษีเหมือนช่วงที่ยังใช้มาตรการภาษีตอบโต้ ซึ่งสหรัฐฯเรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดสินค้ามากถึง 99% ของสินค้าที่ค้าขายกัน และเลิกกีดกันการค้าด้วย
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมไทยมีความเสี่ยงสูงจะถูกเก็บภาษีเพิ่ม ทั้งการเกินดุลการค้าในระดับสูง รวมทั้งถูกเพ่งเล็งว่าไทยเป็นทางผ่านสินค้าจีน หรือสินค้าที่มาเปลี่ยนถ่ายลำเรือ (Transshipment) แล้วอาจอ้างถิ่นกำเนิดไทยส่งออกต่อไปสหรัฐฯ (Circumvention) และการเก็บภาษีแบบเหมารวมตามมาตรา 232 และ 201
ทำให้มีข้อกังวลว่า หากใช้สหรัฐฯ จะใช้มาตรา 301, 201 และ 232 ขึ้นภาษีนำเข้าจากประเทศไทยจริง การเก็บภาษีอัตราสูงจะคงอยู่ระยะยาว แม้กฎหมายกำหนดระยะเวลาขึ้นภาษี แต่สามารถทบทวนเพื่อต่ออายุการขึ้นภาษีได้ ทำให้ผลกระทบการค้าจะคงอยู่ระยะยาวเช่นกัน โดยสินค้าไทยที่เสี่ยงถูกเก็บภาษีเพิ่ม เช่น แผงโซลาร์เซลล์ ยางรถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เหล็กและผลิตภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น
สำหรับการส่งออกไทยในปีนี้ กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์เมื่อปลายปี 68 ว่า จะขยายตัว 1.1% ถึงหดตัว 3.1% มูลค่า 337,655-323,628 ล้านเหรียญ จากผลของภาษีตอบโต้ 19% และฐานส่งออกปี 68 สูง แต่ถ้าสหรัฐฯใช้มาตรการเข้มข้นขึ้น และเก็บภาษีสูงขึ้น ผลกระทบอาจมากกว่านี้ และกระทบต่อเนื่องถึงการจ้างงานในกลุ่มสินค้าเสี่ยง รวมทั้ง ผลกระทบทางอ้อมของ SME จากผลของสินค้าจีนที่ทะลักเข้าไทย
และล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ติดตามใกล้ชิด พร้อมประสานทีมเจรจา หามาตรการรับมือให้มากที่สุด และเดินหน้าเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อสานต่อความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุนต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ต้องหามาตรการลดผลกระทบให้ภาคธุรกิจ เร่งหาตลาดส่งออกใหม่ เร่งกระบวนการให้สัตยาบันความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับศรีลังกา ภูฏาน สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ให้มีผลใช้โดยเร็ว รวมทั้งเร่งเจรจา FTA ที่ยังค้างอยู่ และเร่งรัดการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติแล้วจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อดึงเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
โดย สนค.ประเมินว่า ไทยต้องปรับแนวทางจาก “การตั้งรับข้อกีดกันทางการค้า” สู่ “การสร้างห่วงโซ่มูลค่าและพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อสร้างความมั่นคงทางการค้ากับสหรัฐฯ ระยะยาวใน 4 เรื่อง 1.ภาครัฐเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน พร้อมประเมินท่าทีและนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที
2.ใช้บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในอาเซียน เพื่อสร้างความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานระหว่างสมาชิก ยกระดับมาตรฐานการผลิตร่วมกัน และรักษาความเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค 3.ยกระดับความน่าเชื่อถือของฐานการผลิตไทย จาก “คู่ค้าทางการค้าที่เป็นกลาง” สู่ “พันธมิตรที่น่าเชื่อถือ” และ “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์” เช่น พัฒนาระบบกำกับดูแลในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล บังคับใช้กฎหมายทางการค้า ตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงจากข้อหาสวมสิทธิ 4.รักษาความสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับมหาอำนาจ.
ทีมเศรษฐกิจ
อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” เพิ่มเติม