
สหรัฐฯ ปรับภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% ชั่วคราว หลังศาลสูงสุดตัดสินให้ยกเลิกภาษีเดิม
นายกฯ สั่ง“เอกนิติ -ศุภจี-สภาพัฒน์” เกาะติดสถานการณ์การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ใกล้ชิด และเร่งประเมินผลกระทบและเตรียมมาตรการรองรับ “ศุภจี” เผยรายงาน ครม.รับทราบสหรัฐฯ ปรับภาษีเท่ากัน 15% ทั่วโลก ชี้ระยะสั้นไทยได้ประโยชน์ ด้าน“เอกนิติ”ชูธนู 3 ดอก เร่งลงทุนฟื้นประเทศ
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงทิศทางของภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff ) หลังศาลสูงสุดสหรัฐมีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีนำเข้าที่ออกตามกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ โดยเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้มาตรการภาษีเดิมที่เคยเรียกเก็บจากหลายประเทศ รวมถึงไทยในอัตรา 19% ถูกยกเลิก
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งใหม่ โดยใช้อำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกในอัตรา 15% เป็นการชั่วคราว มีผลใช้บังคับได้ไม่เกิน 150 วัน ซึ่งแม้จะต่ำกว่าเดิม แต่หลายฝ่ายประเมินว่า อาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลก โดยเฉพาะการส่งออกของประเทศคู่ค้า นายกฯ จึงมอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว. พาณิชย ์ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งประเมินผลกระทบต่อภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทยในภาพรวม เพื่อเตรียมมาตรการรองรับอย่างเหมาะสมและทันท่วงที
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการประชุมครม. มีการรายงานถึงกรณีที่ผู้นำสหรัฐฯ ปรับมาตรการภาษีตอบโต้รายประเทศ เป็น 15% ทั่วโลก ซึ่งในระยะต่อไปรัฐบาลก็จะดูความชัดเจนของมาตรการภาษี หลังจาก 150 วันนี้ว่าจะออกมาในลักษณะใด ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนในส่วนนี้
“ตอนนี้ในระยะสั้นถือว่าเราได้ประโยชน์ เพราะว่าเดิมเราได้ 19% แต่ว่าหลังจากนี้ต้องรอความชัดเจนเพิ่มเติม ส่วนี่รายละเอียดสินค้าต่างๆ จะต้องมีการเจรจากำหนดใหม่หรือไม่นั้น ไม่ต้องเจรจาใหม่ เนื่องจากสหรัฐได้มีการกำหนดราคาสินค้ามา ซึ่งบางสินค้าได้มีการยกเว้นให้กับไทย”
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในที่ประชุม ครม.ด้วยว่าแม้ว่าในระยะสั้นไทยจะได้ประโยชน์จากภาษีที่ลดลง แต่ระยะต่อไปอาจได้ร้บผลกระทบกับภาษีที่อาจเพิ่มขึ้นจากมาตรการต่างๆ ซึ่งขอให้นายเอกนิติและนางศุภจีติดตามเรื่องนี้ และประสานกับทีมไทยแลนด์เพื่อหามาตรการรับมือเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด โดยนายกฯ ยังสั่งการให้ทีมเจรจาการค้าไทย-สหรัฐ ที่ได้ทำงานก่อนหน้านี้ เดินหน้าการเจรจากับสหรัฐอย่างต่อเนื่อง เพราะในเรื่องของภาษีและข้อตกลงการการค้าต้องใช้ระยะเวลาในการพูดคุยกันระหว่างสองประเทศ
วันเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ “ฝ่ามรสุมปี69” ว่า ในปี 2569 ประเทศไทยและทั่วโลก ต้องเผชิญมรสุมที่ผันผวน 3 ลูกใหญ่ 1.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ซึ่งอาจมีการใช้เครื่องมือทางภาษี และค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อกีดกันทางการค้า 2. วิกฤตภัยธรรมชาติและภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น และ 3.ความอ่อนแอเชิงโครงสร้างในประเทศที่สะสมมานานกว่า 20 ปี ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การลงทุนที่หดตัวลง การพึ่งพาการส่งออกและนักท่องเที่ยวสูงเกินไป เมื่อเศรษฐกิจโลกผันผวน ส่งออกท่องเที่ยวลดลงตามไปด้วย จึงต้องปรับตัวมาพึ่งพาการบริโภคในประเทศให้เพิ่มขึ้น
จากมรสุมดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไม่สมดุล จึงต้องใช้ยุทธศาสตร์ธนู 3 ดอก เพื่อก้าวสู่ Big Win สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจในอีก 4 ปีข้างหน้า ธนูดอกแรก คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลงทุนพลังงานสะอาด ซึ่งสำคัญมากในยุคเศรษฐกิจสีเขียว และรัฐบาลต้องเดินหน้าการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ธนูดอกที่ 2 คือการลงทุนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เสริมทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาเพิ่มประสิทธิภาพ ทรานฟอร์มระบบการศึกษาไทยให้ตรงกับความต้องการ หากสามารถทำได้ ต่อไปนี้ คำถามที่ว่า “จบไปแล้วจะทำอะไร” จะไม่มีอีกต่อไป เพราะจบแล้วมีงานทำทันที และธนูดอกที่ 3 การปฏิรูปกฎหมายเพื่อการลงทุน (Omnibus Law) เพื่อความรวดเร็ว
“ผมเชื่อว่า ถ้าเดินหน้าตามลูกธนู 3 ดอกนี้ โดยเฉพาะการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับลงทุน เศรษฐกิจไทยจะเข้มแข็ง ไม่เป็นคนป่วยของเอเชียอีกต่อไป”