
น.ส.วรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และภาพรวมปี 68 ว่า ความเสี่ยงระบบสุขภาพไทย คือ ปัญหาเงินเฟ้อทางการแพทย์ ซึ่งปี 68 สูงถึง 10.8% สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปที่ระดับ 0.7% ถึงกว่า 15 เท่า คาดว่า ปี 69 จะยังคงทรงตัว สอดคล้องเงินเฟ้อทางการแพทย์โลก ที่อยู่ที่ 10.3% โดยอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ คำนวณจากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของระบบประกันสุขภาพเอกชน ที่ปัจจุบันผู้ป่วยใช้บริการมากขึ้น เพราะโรงพยาบาลรัฐ มีผู้ป่วยหนาแน่นมาก และรอคอยรักษานาน ส่งผลให้ประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงขึ้น
สาเหตุที่ทำให้ค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนสูงขึ้น มาจาก 1.การลงทุนด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย และต้นทุนดังกล่าวถูกส่งผ่านไปยังค่ารักษาพยาบาลและเบี้ยประกัน 2.การแข่งขันของโรงพยาบาลเอกชน ที่เสนอค่าตอบแทนสูง เพื่อดึงดูดแพทย์ ทำให้ค่าธรรมเนียมแพทย์และบริการทางวิชาชีพสูงถึง 45% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด 3.การตั้งราคายาและเวชภัณฑ์สูงกว่าตลาดตามดุลพินิจของผู้บริหาร เพราะมีต้นทุนบริหารจัดการและไม่มีการควบคุมราคากลางผ่านบัญชียาหลักแห่งชาติเหมือนโรงพยาบาลรัฐ เช่น สำลีก้อน (0.5 กรัม) ราคา 7 บาท ราคาตลาด 0.10 บาท แพงกว่าถึง 6,900%, น้ำเกลือ (NSS 0.9% 1,000 มล.) 919.28 บาท ราคาตลาด 45 บาท บวกเพิ่ม 1,943%, พลาสเตอร์ใสปิดแผล 244 บาท ราคาตลาด 25.5 บาท แพงกว่า 778% เป็นต้น
4.การใช้บริการทางการแพทย์ที่เกินความจำเป็นของผู้เอาประกัน ส่วนหนึ่งเกิดจากรูปแบบความคุ้มครองแบบเหมาจ่าย ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถูกเฉลี่ยไปยังผู้เอาประกันโดยรวม “เพื่อลดผลกระทบประชาชน ภาครัฐควรมีกลไกควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นในโรงพยาบาลเอกชน และกำหนดให้เปิดเผยโครงสร้างต้นทุน และส่งเสริมการนำ AI มาใช้ลดต้นทุนการดำเนินงาน เช่น นัดหมายและเคลมประกัน และสิ่งสำคัญ สร้างการมีส่วนร่วมให้ผู้ป่วยกล้าซักถามทางเลือกและผลดีผลเสียของการรักษา เพื่อหลีกเลี่ยงการรักษาที่เกินความจำเป็น”
ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสศช. กล่าวว่า สถานการณ์แรงงานและหนี้สินครัวเรือน ยังเปราะบางและต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด โดยไตรมาส 4 ปี 68 การจ้างงานลดลง 0.9% มีผู้มีงานทำ 39.8 ล้านคน เพราะการจ้างงานภาคเกษตรกรรมหดตัว 3.4% เหลือ 11.2 ล้านคน และนอกภาคเกษตรกรรม ขยายตัวเพียง 0.2% ด้านอัตราว่างงาน แม้ลดลงมาอยู่ที่ 0.70% หรือมีผู้ว่างงาน 280,000 คน แต่กลุ่มผู้เสมือนว่างงาน กลับเพิ่มขึ้น 0.5% แตะ 2 ล้านคน
ด้านหนี้สินครัวเรือนในไตรมาส 3 ปี 68 มีมูลค่ารวม 16.31 ล้านล้านบาท ลดลง 0.29% ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทรงตัวที่ 86.8% โดยการลดลงนี้เกิดจากสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่ ที่น่ากังวลคือ หนี้เสีย (NPLs) สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท หรือ 9.4% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 9.1% จากไตรมาส 2 ขณะที่ผู้มีรายได้ระดับกลางถึงสูงเริ่มมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น โดยกลุ่มรายได้เกิน 100,000 บาทต่อเดือนนั้น กว่า 1 ใน 5 เริ่มมีปัญหาชำระหนี้ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากสินเชื่อออนไลน์และสินเชื่อแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ที่เข้าถึงง่ายและเสี่ยงเป็นหนี้เสียในอนาคต